Khaosod
Online

วันเสาร์ ที่ 6 มี.ค. 2564

ไหว้ขอโทษ เหตุรุนแรงในอดีต ลูกปู่คออี้ ไม่ยอมกลับ แฉอีก 'กะเหรี่ยงบางกลอย' โดนขู่

23 ก.พ. 2564 - 17:15 น.

อุทยานฯไหว้ขอโทษ เหตุรุนแรงในอดีต ลูกปู่คออี้ ไม่ยอมกลับ แฉอีก ‘กะเหรี่ยงบางกลอย’ โดนขู่ พีมูฟจี้ปลดวราวุธ พ้นเก้าอี้ ปราชญ์กะเหรี่ยงแนะ ต้องให้ทำไร่หมุนเวียน

เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด
เพิ่มเพื่อน

กรณีปัญหาของพี่น้องชาวกะเหรี่ยงบางกลอย ที่ตัดสินใจเดินเท้ากลับใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นผืนป่าบรรพบุรุษ เพื่อดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมของคนกะเหรี่ยง หลังจากถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอพยพลงมาหลายสิบปี แต่ไม่มีที่ทำกินทำให้ต้องตัดสินใจเดินเท้ากลับป่าใหญ่

ต่อมาเจ้าหน้าที่อุทยาน สนธิกำลังร่วมกับ ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน ในยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร ขึ้นไปนำชาวบ้านที่เดินเท้ากลับใจแผ่นดินลงมา เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา

วันที่ 2 “ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร” สถานการณ์ยังตึงเครียด

ความคืบหน้าวันที่ 23 ก.พ.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่บ้านบางกลอย-โป่งลึก ซึ่งเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานกำลังร่วมกันปฏิบัติการ “ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร” ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์นั้น ตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังพื้นที่บ้านบางกลอยบนที่ชาวบ้านอพยพกลับไปอยู่ ขณะที่ชาวบ้านบ้างกลอยต่างไปปักหลักรอดูสถานการณ์อยู่ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ กจ.10 ซึ่งเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์

เมื่อเวลา 11.00 น. น.ส.เนตรนภา งามเนตร ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมด้วย นายนิรันดร์ พงษ์เทพ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังกลุ่มชาวบ้านที่อยู่ในป่าใจแผ่นดินเพื่อเจรจากับ นายหน่อแอะ มีมิ ลูกชายของปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงจึงกลับลงมาเมื่อเวลา 13.22 น

.ซึ่งมีรายงานว่านายหน่อแอะ ไม่ยินยอมย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านบางกลอยล่าง ในที่สุดเจ้าหน้าที่จึงได้ถอนกำลังกลับ และหยุดปฎิบัติการในวันนี้

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า ชาวบ้านบางกลอย 30-40 คนที่เดินเท้าออกจากบ้านบางกลอยล่างตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ภายหลังจากมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ทางการจะขึ้นไปเคลียร์พื้นที่ ได้เดินทางไปถึงบ้านบางกลอยบนและสมทบกับชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่ปักหลักอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอบทสนทนาระหว่าง หน่อแอะ กับ น.ส.เนตรนภา ออกมาเผยแพร่ โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯพยายามเจรจาให้ หน่อแอะ และชาวบ้านกลับไปยังบางกลอยล่าง โดยได้ไหว้ขอโทษกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นในอดีต พร้อมระบุว่าให้ลงมาพูดคุยกันเพื่ออนาคตที่ดี หากอยากได้โรงเรียน หรือ ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้นก็จะจัดหามาให้

ปราชญ์กะเหรี่ยง แนะต้องให้ชาวบ้านทำไร่หมุนเวียนได้

ด้าน พะตีตาแยะ ยอดฉัตรมิ่งบุญ ผู้อาวุโสชาวปกาเกอะญอและปราชญ์ชาวกะเหรี่ยง ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า วันก่อนที่ไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ภาครัฐรับปากว่าจะไม่มีคุกคามชาวบ้านอีก ถ้ารัฐใช้กำลังบังคับก็เท่ากับข้อตกลงที่ทำร่วมกันไว้ไม่มีประโยชน์ และชาวบ้านก็คงต้องสู้ต่อไป

ตนเชื่อว่าขณะนี้คนกรุงเทพฯ รวมทั้งคนในสังคมไทยได้รับรู้ข้อเท็จจริงเยอะขึ้นมากเมื่อเทียบกับการบังคับย้ายชาวบ้านเมื่อปี 2554 โดยเฉพาะเรื่องการใช้อำนาจของราชการ

พะตีตาแยะ กล่าวถึงข้ออ้างของทางการที่ระบุว่าชาวบ้านบางกลอยเผาไร่หมุนเวียน ว่าเท่าที่ดูจากภาพเห็นได้ชัดเจนว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินในแปลงดั้งเดิมโดยไม่ได้เป็นการบุกรุกป่าใหม่ ทราบว่าชาวบ้านกำลังร่วมกันทำข้อมูลอยู่ว่าแต่ละปีได้ข้าวเท่าไหร่ เพื่อชี้แจงให้หน่วยงานรัฐเข้าใจวิถีชีวิตของเขา จึงไม่ได้บุกรุกป่า เพราะการทำไร่หมุนเวียนนั้น ปลูกข้าวและพืชต่างๆ 1 ปีแล้วทิ้งไว้ให้ดินฟื้นตัว แล้วไปทำไร่หมุนเวียนแปลงอื่นที่ฟื้นตัวแล้ว

การทำไร่หมุนเวียน ดีกว่าปลูกข้าวโพดเยอะ เพราะเป็นการใช้ธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ยา ใช้ปุ๋ย ที่ต้องเผาไร่ในตอนเริ่มต้นก็เพราะไฟมีประโยชน์มาก หลังจากเผาแล้วแค่เพียงครึ่งเดือนต้นไม้ก็แตกยอดออกมา เป็นการทำลายแมลงไม่ให้รบกวนข้าว การเผาไร่หมุนเวียน ไม่ได้เป็นการเผาพลาสติก จึงไม่เกิดมลพิษ แต่เป็นการเผาใบไม้ที่ไม่เกิดเชื้อโรค ถือว่าเป็นการเปิดฟ้าให้ฝนตกลงมาควันไฟต่างๆก็หาย น้ำที่ไหลจากขี้เถ้าก็ไม่เป็นพิษ สามารถดื่มกินได้เหมือนเป็นสมุนไพร” พะตีตาแยะ กล่าว

พะตีตาแยะ กล่าวว่า ปัญหาของชาวบ้านบางกลอยยืดเยื้อมานาน จนพวกเขาทนไม่ได้จนบางคนเสียชีวิตไปแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ลำบากเพราะที่ดินทำกินไม่เพียงพอ ที่อุทยานฯแบ่งให้ตั้งแต่ปี 2539 ก็ทำกินไม่ค่อยได้ ทางที่ดีรัฐควรปล่อยให้พวกเขากลับขึ้นไปทำไร่อยู่ข้างบน เพราะอย่างน้อยเขาก็มีข้าวกิน แค่เพียงภาครัฐไปกันพื้นที่ไว้ให้เขา ชาวบ้านก็จะช่วยกันดูแลป่า ดีกว่าเอาพวกเขาลงมาแล้วไม่จัดสรรที่ดินให้ ชาวบ้านเขารู้ตรงไหนเป็นป่าอนุรักษ์ ตรงไหนเป็นป่าที่หากินได้ เขาต้องดูแลรักษาป่าเพราะไม่เช่นนั้นเขาก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ เขาอยู่กันหลายช่วงอายุคนจึงรู้ดี

ชาวเล มอบปลาแห้งช่วยกะเหรี่ยงบางกลอย

ด้าน นายไมตรี จงไกรจักร ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า การอพยพกลับขึ้นไปอยู่ของชาวบ้านบางกลอยในใจแผ่นดิน เพราะไม่สามารถทำต่อสภาพความขัดสนเนื่องจากการจัดสรรที่ดินทำกินของอุทยานฯ ไม่เพียงพอ ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีพ ของชาวกะเหรี่ยงบางกลอย และกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งชาวเลภาคใต้ของประเทศไทย เพราะส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงระบบการเยียวยาจากภาครัฐ จนนำไปสู่การทำปลาแลกข้าว จากชาวเลถึงชาวกะเหรี่ยง

“กะเหรี่ยงกับชาวเล เหมือนพี่น้องกัน ชาวเลราไวย์ อยากทำโครงการข้าวแลกปลา เพื่อเอาปลาไปเชื่อมร้อยกับชาวกะเหรี่ยง และเราอยากเอาปลาแห้งไปให้ และไปเยี่ยมให้กำลังใจ พี่น้องกะเหรี่ยง มูลนิธิชุมชนไทจึงช่วยประสานให้ชาวเลและเครือข่าวได้เดินทางไปมอบปลาให้ชาวบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์”

นายไมตรี กล่าวว่า กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลฝั่งทะเลอันดามัน อันประกอบไปด้วยชาวมอแกน มอแกลน และ ชาวอูรักลาโว้ย เกิดแนวคิดและรวมตัวกันออกเรือหาปลาเพื่อต้องการที่จะทำปลาแห้งส่งมอบให้กับชาวกะเหรี่ยงบางกลอยขึ้น โดยตัวแทนชาวเลจาก ชุมชนราไวย์ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้ออกหาปลาสด ประมาณ 500 กิโลกรัม เพื่อเอามาทำเป็นปลาแห้ง ประมาณ 150 กิโลกรัม เพื่อนำส่งมอบให้ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยและร่วมแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตระหว่างกัน โดยชาวเลได้ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 น.

“เราตั้งใจจะไปนอนสัก 1 คืน ถ้าไม่มีอุปสรรคอะไร เพราะอยากสัมผัสความรู้สึก และวิถีชีวิต พี่น้องกะเหรี่ยงบางกลอย รวมทั้งจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของคนต่างชาติพันธ์” นายไมตรี กล่าว

ยื่นหนังสือ จี้ปลด วราวุธ ออกจากตำแหน่ง

ขณะที่ นายประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี เผยถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ได้พาผู้ใหญ่บ้านโป่งลึก-บางกลอยขึ้นไปเจรจาอีกรอบ ภายหลังวานนี้การเจรจาไม่สำเร็จ แต่เจ้าหน้าที่ได้พาชาวบ้านลงมารวม 13 คน มีผู้หญิงและเด็กเล็กด้วย ส่วนชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างยังคงเฝ้าระวังและติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กจ.10 (แม่สะเรียง) บ้านโป่งลึก-บางกลอย

โดยต่างนำข้าวสารอาหารมาปรุงกินกันบริเวณนั่นเลย เพราะหลายคนยังมีความกังวลใจของเจ้าหน้าที่ที่หวั่นจะใช้ความรุนแรงอยู่ แม้จุดหน่วยพิทักษ์ฯ กจ.10 จะไม่มีการข่มขู่คุกคามอะไร เพราะชาวบ้านถ่ายคลิปวิดีโอไว้ตลอด ท่าทีเรียบร้อยดี แต่เมื่อไม่มีการถ่ายคลิปวิดีโอไว้ก็ทราบว่ามีชาวบ้าน 2 ใน 13 รายที่ถูกนำตัวลงมา ถูกเจ้าหน้าที่ใช้วาจาข่มขู่ว่าทำไมไม่ลง มันผิดกฎหมาย พร้อมกระชากข้อมือให้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ด้วย เบื้องต้นคาดว่ายังมีชาวบ้านอยู่บนใจแผ่นดินอีกประมาณ 20 กว่าคน

นายประยงค์ เผยว่า ทั้งนี้ชาวบางกลอยทั้ง 13 คน ไม่ได้ถูกดำเนินคดีในข้อหารุนแรง แต่โดนเทียบปรับคนละ 100 บาท ยกเว้นเด็กเล็ก ตามความผิดพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2526 ตามมาตรา 20 ขัดคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามต้องรอประเมินสถานการณ์ในช่วงเย็นของวันนี้ หากนายนอแอ๊ะไม่ยอมลงมา ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่

ที่ปรึกษาพีมูฟ ระบุว่า ทั้งนี้ตนในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาชาวบางกลอย และกลุ่มพีมูฟได้ยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ผ่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานฯ เพื่อขอให้ยุติการดำเนินการตามยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร และเร่งรัดการแก้ไขปัญหากรณีชุมชนบางกลอย จ.เพชรบุรี แล้วตั้งแต่วานนี้

โดยขอเรียกร้องใน 2 เรื่องหลัก คือ 1.ยุติการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่บ้านบางกลอย-ใจแผ่นดินโดยทันที และให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ เพื่อให้คณะทำงานแก้ปัญหาฯบางกลอยสามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ และ2.ขอให้สั่งการให้มีการสอบสวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับปฏิบัติการยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร ซึ่งเป็นการละเมิดบันทึกข้อตกลงเพื่อแก้ไขปัญหากรณีบางกลอย-ใจแผ่นดิน และขอให้ปลด นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาจนละเมิดข้อตกลงดังกล่าว

รมว.ทส. อ้างทำข้อตกลงแก้ปัญหาบางกลอย ไม่ใช้ความรุนแรง

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย ว่า ได้ส่งชุดคณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี เข้าไปในพื้นที่โป่งลึก-บางกลอยเพื่อพบปะและสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ที่ยังไม่เคลื่อนย้ายลงมาจากใจแผ่นดินและตกหล่นการจัดสรรที่ดินทำกินให้ประมาณ 100 คน ให้เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องลงมาในพื้นที่รัฐจัดไว้ให้ โดยใช้ชุดปฏิบัติการควบคุมยุทธการ พิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร ระหว่างวันที่ 22 – 24 ก.พ. 64 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า เมื่อวานนี้(22ก.พ.) ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำขึ้นบินสำรวจพื้นที่ป่าแก่งกระจาน โดยพบผู้บุกรุกพื้นที่ป่าบางกลอยบนที่ห่างจากบางกลอยล่างประมาณ 13 กิโลเมตร​ แล้วมีการแผ้วถาง เผาป่า และตัดโค่นต้นไม้เสียหายกว่า 100 ไร่ พร้อมทั้ง ได้เจรจาพูดคุยกับประชาชนที่สมัครใจเดินทางลงมาจากหมู่บ้านบางกลอยบน เพื่อทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่​รัฐ 13 คน​ แบ่งเป็น ผู้ใหญ่​ 9​ คน​ และเด็ก​ 4 คน

โดยยังมีประชาชนประมาณ 21​ คน​ที่ไม่ได้เดินทางลงมาเจ้าหน้าที่จะเข้าเจรจาเพิ่มเติมต่อไปภาพรวมเป็นที่น่าพอใจการเจรจาทำความเข้าใจเป็นไปด้วยความ​เรียบร้อย​ แต่เบื้องต้นชาวบ้านจำเป็นต้องหยุดการเผาป่าและรุกป่าก่อนเพื่อให้การเจรจาประสบความสำเร็จ

นายวราวุธ ระบุว่า สำหรับฐานข้อมูลประชากรบ้านโป่งลึก-บางกลอยและฐานข้อมูลการบริหารจัดการเพื่อเยียวยาให้กับประชาชนตามความเหมาะสมจนเป็นที่พึงพอใจใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งนี้ถือเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่าง​เคร่งครัด​ โดยเฉพาะเน้นย้ำปฏิบัติหน้าที่อย่าง​รอบคอบ​ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมาย เบื้องต้นคาดว่าจะแก้ปัญหาและจัดสรรที่ดินทำกินให้ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอยที่ตกหล่นแล้วเสร็จภายในปีนี้แน่นอน ส่วนในอนาคตหากมีการรุกผืนป่าเพิ่มเติมจากที่จัดสรรที่ดินทำกินไว้ให้จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

รมว.ทส. กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อปี 2540 พื้นที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย มีประชากรในพื้นที่เพียง 98 คน เมื่อผ่านไป 24 ปีประชากรเพิ่มเป็น 1,300 คน แล้วมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้า จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นระบบเพื่อให้คงผืนป่าแก่งกระจานไว้อย่างสมบูรณ์ ควบคู่กับดูแลประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีและดำรงชีวิตอยู่ได้

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ไหว้ขอโทษ เหตุรุนแรงในอดีต ลูกปู่คออี้ ไม่ยอมกลับ แฉอีก 'กะเหรี่ยงบางกลอย' โดนขู่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง