วันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย.2560 “น้อมส่งสู่มรรค ผล นิพพาน”
พระราชทานเพลิง พระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทมหาเถระ) ณ เมรุชั่วคราววัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
กำหนดการ
เวลา 09.30 น. พนักงานพระราชพิธีเชิญโกศแปดเหลี่ยม ฉัตรเบญจาตั้งประดับ บนเมรุ
เวลา 10.00 น. บำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ จบ แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ แล้วพระสงฆ์ถวายพรพระ รับพระราชทานฉัน และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป พิจารณาผ้าไตรบังสุกุล
เวลา 14.00 น. เชิญศพขึ้นตั้งบนจิตกาธาน
เวลา 17.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดชลประทานรังสฤษดิ์
– ทรงทอดผ้าไตรบังสุกุล 10 ไตร
– พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป พิจารณาผ้าไตรบังสุกุล
– สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จขึ้นพระราชทานเพลิง
วันจันทร์ที่ 6 พ.ย. “อัญเชิญอัฐิธาตุ สถิต ณ มหาเจดีย์”
เวลา 08.00 น. พระราชทานผ้าไตร และภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิ พระปัญญานันทมุนี (สง่า สภโร) เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ อัญเชิญอัฐิธาตุ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) เดินออกจากบริเวณจิตกาธานไปสู่ อาคารปัญญานันทานุสรณ์
– พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานในพิธีบรรจุอัฐิธาตุพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) ลงในมหาเจดีย์ คณะสงฆ์เจริญชยมงคลคาถา
เสร็จพิธี
/////////////////
“พระพรหมมังคลาจารย์” (หลวงพ่อปัญญานันนทภิกขุ) อดีตพระนักเทศน์ชื่อดัง และอดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2550 ด้วยโรคปอดอักเสบและไตวายเฉียบพลัน สิริอายุ 96 ปี พรรษา 76
สร้างความอาลัยแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง
เดิมชื่อ ปั่น เสน่ห์เจริญ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค.2454 ที่ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง
อุปสมบทที่วัดนางลาด ต.เขาเจียก อ.เมือง จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2474 มีพระครูจรูญกรณีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาพลัด วัดคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูเคว็จ วัดคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง เป็นพระอนุสาวนาจารย์
หลังอุปสมบท เดินทางไป จ.นครศรีธรรมราช ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธศาสนา สอบได้นักธรรมชั้นโท-เอก ตามลำดับ พร้อมทั้งศึกษาบาลีต่อจนจบชั้นไวยากรณ์
ระหว่างปี พ.ศ.2475-2476 มีโอกาสเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหลายประเทศ จนได้ชื่อว่าเป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทยที่ได้เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป
ต่อมาเดินทางไปจำพรรษากับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และร่วมเป็นสหายธรรมเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่แท้จริงขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ในโอกาสนี้ ท่านพุทธทาส ชี้แนะให้เรียน “เปรียญธรรม” เพื่อเรียนรู้และเข้าใจพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ที่วัดสามพระยา จนจบเปรียญธรรม 4 ประโยค แล้วไม่ได้ศึกษาต่อ เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
พ.ศ.2492 เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยปาฐกถาธรรม ที่จ.เชียงใหม่ จนมีชื่อเสียง และจำพรรษาอยู่ที่วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) จ.เชียงใหม่ นานถึง 10 ปี
พ.ศ.2502 ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในยุคนั้น มีโอกาสฟังเทศนาจึงเกิดความประทับใจในลีลาการสอนธรรมะแนวใหม่ ประกอบกับขณะนั้นกรมชลประทานสร้างวัดใหม่ขึ้น ชื่อ “วัดชลประทานรังสฤษฏ์” ที่ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงอาราธนาไปเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ.2503
สมณศักดิ์สุดท้าย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2547 ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาขึ้นเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ ที่ พระพรหมมังคลาจารย์
หลวงพ่อปัญญา มีความปราดเปรื่องในการเทศน์ โดยใช้คำพูดแบบเรียบง่าย เข้าใจง่าย ไม่อ้างคำบาลีมากมาย จนเข้าใจยาก เป็นผู้ที่มีวาทศิลป์เป็นเลิศ อธิบายหลักธรรมให้คนทั่วไปเข้าใจอย่างง่ายๆ ทุกครั้งที่แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ มีประชาชนเข้าฟังเป็นจำนวนมาก
นับจากนี้ไป คงเหลือเพียงคำสอน ที่ลึกซึ้งกินใจ ให้ผู้คนที่เคารพนับถือได้รำลึกถึงเท่านั้น
///////////////////
