เมียเปิดใจแฉผัว อารมณ์โมโหร้าย สุดทนโดนทำร้ายหนัก ชักปืนยิง-กรีดเสื้อผ้าเละ ประกาศขอหย่า วอนมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ช่วย

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ตามหาภรรยาคือ น.ส.สุพรรณี เชื้อดี หรือมะเหมี่ยว อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ และด.ญ.มินนี่ ลูกสาววัย 5 ขวบ หายตัวไปนานกว่า 12 วันอย่างไร้ร่องรอย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ก.พ.67 ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี น.ส.สุพรรณี เดินทางเข้าพบนางปวีณา หงสกุล ประธานีมูลนิธิเพื่อเด็กและสตรี หลังจากนายพงษ์ภูมิพันธ์ สวัสดิ์วงศ์ไชย หรือนายปิ๊ก อายุ 42 ปี สามีทำร้ายร่างกาย ใช้ปืนยิง ใช้มีดคัดเตอร์กรีดเสื้อผ้าเสียหาย ยึดโทรศัพท์ไม่ให้ใช้ และไล่ออกจากบ้าน จนทนพฤติกรรมสามีไม่ไหว ตัดสินใจพาลูกหนีออกจากบ้าน เกรงจะไม่ปลอดภัย ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าขอความช่วยเหลือจากนางปวีณา

น.ส.สุพรรณี เล่าว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ตนตัดสินใจโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ พร้อมกับเล่าว่าอยู่กินกับนายพงษ์ภูมิพันธ์ ซึ่งจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 5 ขวบ ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสามี มักจะมีอารมณ์รุนแรงโมโหร้ายอยู่ตลอด หาเรื่องทะเลาะกับตน ซึ่งตนไม่อยากมีปัญหา จึงได้แต่ทนอยู่เพื่อลูก แต่ระยะหลังสามีเริ่มมีอารมณ์รุนแรงมากขึ้น หงุดหงิดง่ายทุกครั้งที่มีปัญหาลูกจะอยู่ด้วย ตนจึงเป็นฝ่ายเงียบตลอด

ต่อมาช่วงปลายเดือน พ.ย.66 มีปัญหากับเรื่องร้านอาหาร ออเดอร์อาหารออกช้า ให้ลูกค้าบ่น ตนจึงเข้าไปจัดระบบในครัว อยู่ๆ สามีเข้าไปต่อว่าตนและพนักงานในครัวใช้คำพูดหยาบคาย ตนจึงได้อธิบายเหตุผลให้ฟัง แต่สามีไม่รับฟังแล้วเดินเข้ามาตบหน้าตน 2 ครั้ง ต่อหน้าพนักงานเกือบ 10 คน จากนั้นตนกับสามีจึงเดินไปที่ออฟฟิศ ซึ่งอยู่ภายในพื้นร้านอาหาร เพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่สามีกลับด่าทอตนและไล่ออกจากร้านอาหาร พร้อมกับใช้อาวุธปืนยิงโซฟาที่ตนนั่งอยู่ กระชากแขกให้ออกไปจากออฟฟิศ จนล้มลงแล้วใช้เท้าเตะเข้าที่ใบหน้า 1 ครั้ง

จากนั้นตนกลับมาที่บ้านพ่อแม่ แต่ไม่ได้เข้าแจ้งความ ซึ่งคิดว่ารอให้อารมณ์สามีเย็นลง น่าจะคุยกันได้ แต่สามีก็ยังเป็นเหมือนเดิม จนวันที่ 13 ก.พ.67 พ่อแม่สามีเห็นว่าทะเลาะกันบ่อย จึงเรียกตนกับสามีไปพูดคุย เพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่สามียืนยันว่าจะเลิกกับตน และคุกเข่ากราบพ่อพูดว่าขอชีวิตผมคืน ผมอยากมีความสุข ผมอยากเริ่มต้นใหม่ยืนยันจะเลิก แต่พ่อกับแม่ช่วยเจรจาขอให้อยู่กันเป็นครอบครัวเหมือนเดิม หลังจากนั้นตนเดินขึ้นไปบนห้องนอนและหยิบโทรศัพท์มือถือเข้าแอพฯธนาคาร เพื่อจ่ายค่าไฟร้านอาหาร สามีเดินตามขึ้นห้องไปเห็นตนจับโทรศัพท์อยู่ จึงเข้ามาตบหน้า 1 ครั้ง ตนจึงได้ลงมาบอกพ่อกับแม่ทราบว่าถูกกสามีทำร้ายอีกและได้เรียกคุยกันอีกครั้ง แต่ยังไม่ได้บทสรุป สามีจึงขับรกออกจากบ้านไป

กระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. สามีกลับเข้ามาบ้านแล้วได้ยึดโทรศัพท์ตนไป ไม่ยอมคืนให้ใช้อีกเลย จากนั้นคืนวันที่ 14 ก.พ. 67 สามีต่อว่าตนอีกว่ามีอะไรชอบไปฟ้องพ่อแม่ ทำให้เขาดูไม่ดีในสายตาพ่อแม่ ชอบไปนั่งปั้นหน้าให้พ่อแม่สงสาร และไล่ออกจากบ้านอีก แต่ตนไม่ได้ตอบโต้อะไร

ต่อมาวันที่ 15 ก.พ.67 จนเวลาประมาณ 21.00 น. สามีกลับเข้ามาบ้าน เพื่อมาร่วมงานทำบุญบ้าน แต่ตนไม่ทันเห็นว่าสามีมาถึงแล้ว เพราะตนป้อนข้าวลูกอยู่ในบ้าน เมื่อตนเดินไปหาสามีกลับถูกสามีไล่ให้ไปไกลๆ หาเรื่องทะเลาะและใช้เท้าถีบที่ต้นขาตนจนล้มลง จากนั้นสามีถือมีดคัดเตอร์ไปกรีดเสื้อผ้าของตนและลูกสาว พร้อมพูดว่าเป็นคนซื้อให้ จะทำอะไรก็ได้ ทำให้ตนรู้สึกกลัวมาและไม่กล้าพูดอะไร

กระทั่งวันที่ 16 ก.พ.67 เวลาประมาณ 07.30 น. ขณะที่ตนไปส่งลูกที่โรงเรียนกับน้องสาวสามี จึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่ทนอยู่อีกต่อไป จึงพาลูกหนีเข้ามากทม. เข้าแจ้งความไว้แล้ว และติดต่อมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ ต้องการหย่าขาด และเป็นผู้ดูแลบุตรเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีกและขอยืนยันจะหย่ากับสามี พร้อมทั้งขอเป็นฝ่ายดูแลเลี้ยงดูลูกแต่เพียงคนเดียว

หลังรับแจ้ง นางปวีณา หงสกุล ปรธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง ผบก. จ.นครราชสีมา และประสาน พ.ต.อ.สุทธินันท์ คงแช่มดี ผกก. สภ.เมืองนครราชสีมา และให้ น.ส.ใหม่ (นามสมมุติ) เข้าให้ปากคำ และมูลนิธิปวีณาฯ ได้รอรับตัว น.ส.ใหม่พร้อมลูกวัย 5 ขวบ เข้ามาอยู่ในการดูที่มูลนิธิปวีณาฯ แล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน