“เล็บขบ” เกิดจากอะไร มีอาการแบบไหน เปิด 7 สาเหตุหลัก หากเป็น ‘เล็บขบ’ แล้ว ต้องดูแลอย่างไร เป็นซ้ำได้ไหม เมื่อรู้ทันควรรีบรักษา ปล่อยไว้เสี่ยงติดเชื้อ

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เล็บขบอาจเป็นปัญหากวนใจใครหลายคน บางส่วนเข้าพบปรึกษาแพทย์ บางส่วนปล่อยให้หายเอง แต่รู้หรือไม่ การเป็นเล็บขบอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานต้องระวังเป็นพิเศษ

อ่านข่าวเพิ่มเติม : เล็บขบต้องระวัง! แพทย์ชี้มีโอกาสติดเชื้อ แมลงวันไปไข่เกิดหนอนไชได้

เล็บขบ คืออะไร

เล็บขบ คือ การที่ขอบหรือมุมเล็บมีการเจริญเติบโตลงไปแทงทะลุเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณข้างนิ้ว ส่งผลให้เกิดการบวมแดง มีความรู้สึกปวด เจ็บเนื้อใต้เล็บ ส่วนใหญ่มักเกิดบนนิ้วหัวแม่โป้งเท้า

อาการปวดของเล็บขบนั้นมาจากการที่เล็บเจริญเข้าไปใต้ชั้นเนื้อเยื่อจนผิวหนังบริเวณขอบเล็บอักเสบ ในบางรายอาจมีอาการคันร่วมด้วย ดังนั้นหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและเพิ่มความรุนแรงของอาการได้ โดยเฉพาะกับ ‘ผู้ป่วยเบาหวาน’ ที่จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากกว่าปกติ

เล็บขบ เกิดจากอะไร

1.ตัดเล็บเท้าผิดวิธี

การตัดเล็บเท้าที่ไม่ถูกต้องนั้นจะทำให้มีโอกาสเกิดเล็บขบได้ จึงไม่ควรตัดลึกหรือสั้นจนเกินไป รวมถึงไม่ตัดบริเวณข้างเล็บให้เป็นมุมแหลม

2.การใช้สารเคมีกับเล็บ

การทาเล็บหรือต่อเล็บ รวมถึงการติดเล็บปลอมที่มักจะกักเก็บความชื้น ส่งผลให้เล็บเป็นเชื้อรา เกิดการติดเชื้อหรือระคายเคืองต่อสารเคมี

3.ใส่รองเท้าที่คับแน่น ไม่พอดี

การใส่รองเท้าที่คับเกินไปจะทำให้รองเท้าบีบบริเวณหน้าเท้ามากเกินไปจนเล็บเกิดการบีบตัวกดทับลงไปใต้ผิวหนัง

ภาพประกอบ

4.มีรูปร่างเล็บเท้าผิดปกติ

หากนิ้วมีการเบียดซ้อนกัน ส่งผลกับรูปทรงเล็บก็มีโอกาสเกิดเล็บขบได้ โดยเฉพาะรูปทรงเล็บที่งุ้มเข้าหากันผิดปกติ

5.เล็บไม่สะอาด

การไม่ดูแลและทำความสะอาดเล็บก็อาจเกิดให้มีแบคทีเรียสะสมบริเวณข้างเล็บ เมื่อเล็บมีการเจริญเติบโตเข้าชั้นผิวหนังจึงอาจเกิดโอกาสการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ

6.มีการกระทบกับวัตถุที่บริเวณนิ้วบ่อย ๆ เช่น เล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุ

การที่นิ้วมีการกระทบกับวัตถุอื่นบ่อย ๆ อาจทำให้รูปร่างของเล็บเปลี่ยนไปจากแรงกระทบนั้น ๆ และเมื่อเล็บยาวขึ้นก็จะมีทิศทางการเติบโตตามรูปร่างจากการกระทบ ตัวอย่างกีฬาที่ใช้เท้า เช่น การเตะฟุตบอล เป็นต้น

7.อาการเท้าบวมจากผลข้างเคียงของโรค

ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต หรือภาวะน้ำหนักเกินซึ่งอาจมีอาการเท้าบวม เล็บเจริญเติบโตเข้าเนื้อได้ง่ายกว่าปกติ จึงมีโอกาสเกิดเล็บขบได้

ภาพประกอบ

เล็บขบมีอาการอย่างไร

  • เจ็บเล็บนิ้วมือ หรือเล็บนิ้วเท้า
  • มีอาการปวดเล็บตุบ ๆ
  • เกิดการบวมแดงบริเวณข้างเล็บ
  • มีอาการเจ็บเวลาเดิน หรือเวลานิ้วกระทบวัตถุต่าง ๆ
  • กดบริเวณข้างเล็บแล้วมีหนองหรือเลือดไหลออกมา

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากเล็บขบ

เล็บขบสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงโดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน สังเกตว่าในผู้ป่วยที่มีแผลเบาหวานที่เท้าจะไม่สามารถหายเองได้ เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานจะมีภาวะการไหลเวียนเลือดผิดปกติ ส่งผลให้เส้นประสาทที่เท้าถูกทำลาย เมื่อเกิดแผลบริเวณเท้าจึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายจากการที่แผลไม่สามารถบรรเทาเองได้

ดังนั้นการที่ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการเล็บขบจึงควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนมีอาการปวดบวมรุนแรง เพราะอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ มีเลือดหรือน้ำหนองไหล รวมถึงระยะแผลแพร่กระจาย

ภาพประกอบ

วิธีการป้องกันเล็บขบ

  • ใส่รองเท้าที่พอดีกับรูปเท้า ไม่บีบหน้าเท้าจนเกินไป
  • ตัดเล็บเท้าเป็นแนวตรง ไม่ตัดให้เป็นมุมแหลมหรือโค้งตามรูปนิ้ว
  • หากเป็นคนที่เล่นกีฬา ควรใส่รองเท้ากีฬาที่มีคุณสมบัติปกป้องเท้า เพื่อป้องกันไม่ให้นิ้วเท้ากระทบกับวัตถุมากจนเกินไป
  • ไว้เล็บเท้าให้ยาวพอดี ไม่สั้นจนเกินไป เพราะหากเล็บสั้นกว่านิ้วเท้าจะทำให้นิ้วได้รับแรงกระทบกับวัตถุมากขึ้นและเกิดเป็นติ่งเนื้อ ซึ่งเมื่อเล็บยาวขึ้นอาจมีโอกาสยาวเข้าไปใต้บริเวณติ่งเนื้อได้
  • หากเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรมีการตรวจเช็กแผลบริเวณเท้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงรีบรักษาเล็บขบทันทีเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ

วิธีการรักษาเล็บขบ

  • ตัดเล็บเท้า
    สำหรับผู้ที่มีอาการบวมหรือปวดไม่รุนแรง สามารถทำการตัดเล็บด้วยตนเองได้ แต่สำหรับวิธีรักษาเล็บขบเป็นหนอง มีเลือดไหลและมีอาการปวดรุนแรงร่วมด้วย แพทย์อาจมีการใช้ยาชาก่อนทำการตัดเล็บขบออก
  • ตัดเนื้อเยื่อและถอดเล็บ
    การตัดเนื้อเยื่อและถอดเล็บจะเป็นการรักษาสำหรับผู้ที่มีการเกิดเล็บขบในบริเวณเดิมซ้ำ ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อที่เนื้อเยื่อ ทำให้อาการเล็บขบไม่หายขาดหรือหายช้า ในกรณีนี้แพทย์จะมีการใช้ยาชาก่อนทำการถอดเล็บและตัดเนื้อเยื่อเช่นกัน
  • เจาะหนองและตัดแต่งเล็บ
    ในบางกรณีที่เล็บขบเกิดขึ้นซ้ำบ่อย อาจเป็นเพราะมีหนองสะสมอยู่ภายใน กรณีนี้จะต้องทำการเจาะหนองออก ตัดแต่งเล็บ และทำการเย็บเนื้อผิวหนังป้องกันไม่ให้เล็บฝังลึกเข้าไปเพิ่ม

หลังจากการรักษาเล็บขบแล้ว การดูแลรักษาอาการบวมให้ลดลงหรือลดปวด สามารถใช้ประคบเย็นและยาบรรเทาอาการปวดได้ หลีกเลี่ยงการแช่น้ำเป็นระยะเวลานาน การเล่นกีฬาทางน้ำ และกีฬาที่ต้องใช้เท้าเป็นหลัก

ที่มา : สมิติเวช ไชน่าทาวน์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน