“อาซีม ปุริ” แม่ทัพใหญ่ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2569 เดินหน้าสร้างการเติบโตแข็งแกร่ง ท่ามกลางกำลังซื้อเปราะบางและต้นทุนโลกผันผวน ย้ำภารกิจสำคัญต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ พร้อมผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและการผลิตระดับโลก ชู AI ดิจิทัล และความยั่งยืนในการขับเคลื่อนธุรกิจ
นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่า บริษัทตั้งเป้าสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง โดยหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ คือ การทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้ในราคาที่เหมาะสมมากที่สุด
ทั้งนี้ บริษัทตระหนักดีว่าปัจจุบันผู้บริโภคมีความกังวลต่อภาระค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น หนึ่งในภารกิจสำคัญของยูนิลีเวอร์ คือ การพยายามรักษาระดับราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ พร้อมจำกัดการปรับขึ้นราคาให้น้อยที่สุด หรือหลีกเลี่ยงการปรับราคา หากสามารถบริหารต้นทุนได้
“ผู้บริโภคทุกวันนี้เผชิญแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพ และกังวลว่าสินค้าจะราคาแพงขึ้นหรือไม่ ความรับผิดชอบของเราคือทำให้สินค้าคุณภาพยังเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสมที่สุด” นายอาซีมกล่าว
นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ยังวางเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรม การวิจัย และการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามและอาหารไทย ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล
ปัจจุบัน บริษัทมีการผลิตสินค้าในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมียอดส่งออกสินค้ามากกว่า 100 ล้านชิ้น โดยตลาดสำคัญครอบคลุมทั้งเอเชียใต้ ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และยุโรป
“สิ่งที่เราผลิตในประเทศไทย ไม่ได้ขายเฉพาะในประเทศ แต่ต้องขายสู่ตลาดโลกด้วย เพราะสินค้าไทย โดยเฉพาะด้านความงามและอาหารไทย เป็นที่ยอมรับในระดับสากล” นายอาซีมกล่าว
ขณะเดียวกัน ยูนิลีเวอร์ยังเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโรงงาน การวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยี การตลาด รวมถึงการพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยมองว่าประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค
นายอาซีมกล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาใช้ในทุกกระบวนการธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค การพัฒนานวัตกรรมสินค้า การตลาดดิจิทัล ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซ โดยปัจจุบันบริษัททำงานร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยีรายใหญ่ ทั้ง Google, TikTok และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบการตลาดและการขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“AI และดิจิทัลจะเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจในอนาคต เราใช้ข้อมูลวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภค เพื่อพัฒนานวัตกรรมและสร้างโซลูชันใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง” นายอาซีมกล่าว
สำหรับแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน บริษัทพบว่าผู้บริโภคไม่ได้ลดคุณภาพสินค้าที่เลือกซื้อ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่กลับให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น โดยจะเปรียบเทียบราคา รอโปรโมชั่น และเลือกซื้อสินค้าในขนาดใหญ่หรือแพ็กประหยัดมากขึ้น
“ผู้บริโภคไทยยังต้องการสินค้าคุณภาพดี แต่ต้องคุ้มค่ามากขึ้น เช่น เลือกซื้อแพ็กใหญ่หรือถุงเติม เพราะช่วยประหยัดและใช้งานได้นานกว่าเดิม” นายอาซีมกล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทมองว่าอีคอมเมิร์ซยังเติบโตต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคไทยมีพฤติกรรมเปรียบเทียบราคาผ่านหลายช่องทาง ทั้งร้านค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนตัดสินใจซื้อ
ด้านนวัตกรรมสินค้า ปัจจุบันวงจรการพัฒนาสินค้าใหม่สั้นลงมาก จากเดิมที่อาจใช้เวลาหลายปี เหลือเพียง 3-6 เดือน เนื่องจากเทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดย AI และข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภคเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนา
ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม ดูแลเส้นผม และสุขภาพผิว ซึ่งยังเป็นตลาดที่เติบโตสูงในประเทศไทย
นายอาซีม ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ เช่น เซรั่มบำรุงเส้นผมของซันซิล ที่ใช้เทคโนโลยีระดับเดียวกับคลินิกดูแลเส้นผม แต่จำหน่ายในราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงได้
“ผู้บริโภคต้องการนวัตกรรมที่มีคุณภาพ แต่ต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้ นั่นคือสิ่งที่ยูนิลีเวอร์พยายามทำมาโดยตลอด” นายอาซีมกล่าว
นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืน โดยตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มการใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน บริษัทสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้วกว่า 40% และลดการปล่อยคาร์บอนด้านโลจิสติกส์ได้ประมาณ 18% รวมถึงให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน
นายอาซีมกล่าวว่า ยูนิลีเวอร์ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาครัฐ ชุมชน และผู้ประกอบการค้ารายย่อยทั่วประเทศ เพื่อช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไทย
โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” รวมถึงสนับสนุนสินค้าราคาพิเศษผ่านร้านค้ากว่า 7,500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ยูนิลีเวอร์ยังได้มอบผลิตภัณฑ์ช่วยเหลือประชาชน เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประสบภัยอีกด้วย