กลายเป็นศึกในวงการสีกากี ที่แต่ละคนจับตาดูด้วยความสนใจ
สำหรับการบุกค้นบ้านพักของบิ๊กโจ๊ก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. โดยตร.คอมมานโด อาวุธครบมือ หลังมีหลักฐานและขออนุมัติหมายค้นจากศาล ในคดีเกี่ยวกับเว็บพนันและบัญชีม้า
ตามด้วยการออกหมายจับ 8 ตำรวจ ยศสูงสุด พล.ต.ต. ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
พร้อมเปิดหลักฐานเชื่อมโยงกับบัญชีม้า ที่โอนเงินให้แก่นายตำรวจหลายนาย รวมทั้งครอบครัวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อีกทั้งยังมีภาพร่วมร้องคาราโอเกะ กับ ‘มินนี่’ ผู้ต้องหาคดีเว็บพนัน
รวมทั้งภาพใกล้ชิดระหว่าง ‘มินนี่’ และลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้สังคมได้ฮือฮา
ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เองก็โต้กลับทุกเม็ด ยืนยันเงินที่ใช้ ทุกบาททุกสตางค์ ไม่ได้มาจากเว็บพนัน ส่วนใครพัวพันในเรื่องไหน ก็ต้องชี้แจงเป็นกรณีๆ ไป
เดินหน้าสู้ด้วยการร้องศาลว่ามีการออกหมายค้นอย่างไม่เป็นธรรม
ขณะที่ ‘มินนี่’ ก็ออกมาตอบโต้ ยืนยันไม่เกี่ยวเว็บพนัน และประกาศเอาผิดคนที่เอารูปในมือถือออกมาเผยแพร่
กลายเป็นหนังชีวิตที่ไม่รู้จะจบลงที่ตรงไหน!??

รูปหลุดจากมือถือ
จู่โจมบุกค้นบ้านรองผบ.ตร.
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.ย. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) สนธิกำลัง กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) นำเจ้าหน้าที่อาวุธครบมือขอเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 9/147 และ 9/148 ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งหลังสโมสรตำรวจ ซอยวิภาวดีรังสิต 60 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม.
ซึ่งเป็นบ้านพักของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เป็นบ้านทาวน์โฮม 3 ชั้น เชื่อมติดต่อกัน 2 คูหา หน้าบ้านมีรถโตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด ทะเบียน งค 51 สงขลา รถยนต์แลนด์โรเวอร์ ทะเบียน ทม 51 กทม. และรถยนต์เลกซัส ทะเบียน ขพ 51 สงขลา
โดยเบื้องต้นระบุว่า เกี่ยวข้องกับกับการติดตามผู้ต้องหาคดีเว็บพนัน และบัญชีม้า
ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ก็ออกมาหน้าบ้านพัก ด้วยชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงบ๊อกเซอร์สีฟ้าขาว ถุงเท้ายาวสีขาว ออกมาหน้าบ้าน พร้อมปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าค้น
ต่อมา พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. เดินทางตามมาถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จึงเปิดประตูนำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นในบ้าน

บุกค้นบ้าน
นอกจากนี้ยังมีการปูพรมตรวจค้นพื้นที่อีก 6 จังหวัด เพื่อติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ ประกอบด้วยพลเรือน 13 คน และนายตำรวจ 8 นาย ประกอบด้วย พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ ผบก.ศูนย์ฝึกอบรม บช.น., พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย รอง ผบก.สส.ภาค 4 พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ผกก.ตม.จันทบุรี, พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ผกก.ตม.ฉะเชิงเทรา, พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ, พ.ต.ต.ชานนท์ อ่วมทร นายตำรวจติดตามรอง ผบ.ตร., ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว ผบ.หมู่งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. และ ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ คนยงค์ ผบ.หมู่ป้องกันและปราบปราม สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
ซึ่งสามารถจับกุมได้ทั้งหมด พร้อมแจ้งข้อหาในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ, พ.ร.บ.การพนันฯ ก่อนนำส่งฝากขังศาลอาญากรุงเทพใต้ ก่อนที่ทั้งหมดจะได้ประกัน
ต่อมา พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มีคำสั่งย้ายทั้ง 8 ตำรวจพ้นจากตำแหน่งเดิม ไปประจำ ศปก.ตร.
สู้คดีกันตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

บิ๊กโจ๊กแถลง
ขยายผล‘บอสตาล-มินนี่’
สำหรับคดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากเครือข่ายเว็บพนัน ‘มินนี่’ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ PCT ขยายผลจับกุมได้ โดยต้องย้อนไปเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2566 เจ้าหน้าที่บุกจับกุมบอสตาล หรือนายพงษ์ศิริ ฐานราชวงศ์ศึก ประธานทีมฟุตบอลลำพูนวอริเออร์ ที่บ้านพ่อตาใน อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา หลังตรวจสอบพบเป็นเจ้าของเว็บพนันออนไลน์และฟอกเงิน ซื้อทีมฟุตบอล พร้อมทำธุรกิจหลายอย่างบังหน้ารวมมูลค่ากว่าพันล้าน
ต่อมาจากการสืบสวนขยายผลเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่เคยมีการจับกุมทางภาคเหนือของบอสตาล เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมตรวจค้นเพิ่มในพื้นที่ จ.เลย และ กทม. รวม 4 จุด เมื่อวันที่ 30 ก.ค.66 พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย
โดย 1 ในนั้นคือ น.ส.สุชานันท์ หรือธันยนันท์ หรือมินนี่ พร้อมตรวจยึดของกลางสมุดบัญชีธนาคารพาณิชย์ต่างๆ 100 รายการ บัตรอิเล็กทรอนิกส์กว่า 55 ใบ โทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง เงินสด 920,000 บาท คอมพิวเตอร์ ไอแพดและเครื่องรับส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต หลายรายการพบเงินหมุนเวียนกว่าร้อยล้านบาท
และในช่วงที่บุกค้นบ้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในโลกออนไลน์ ก็ปล่อยคลิปการร้องคาราโอเกะร่วมกันระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์และมินนี่ รวมทั้งภาพความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่าง พล.ต.อ.ภาคภูมิและมินนี่ กลายเป็นประเด็นคำถามถึงความเหมาะสม
ไม่เพียงแค่นั้นแนวทางการสืบสวนพบว่า บ้านทั้ง 5 หลังที่ตำรวจเข้าค้น และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์พักอาศัยนั้น เป็นของนักธุรกิจดัง จ.อุดรธานี ที่ชื่อว่า ‘เฮียแต๋ม’ โดย 2 หลังมีชื่อของเฮียแต๋มเป็นเจ้าของ อีก 3 หลังเป็นชื่อของภรรยาเฮียแต๋ม และเป็นผู้จ่ายค่าส่วนกลางของหมู่บ้านด้วย
ขณะที่การตรวจสอบเส้นทางทางการเงินพบว่ามีการโอนเงินจากมินนี่ เข้าบัญชีม้าที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิเป็น คนถือ ผ่านตู้ฝากเงินสด 51 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,659,890 ล้านบาท
จากนั้น พ.ต.อ.ภาคภูมิเป็นคนกระจายเงินให้กับ 7 ตำรวจ
นอกจากนี้ยังมีการโอนเงินจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ ไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งกว่า 2.8 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาคุณแม่ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และมีการจ่ายเป็นค่าโทรศัพท์ 7 ครั้ง เป็นเงิน 48,682.34 บาท
เป็นที่มาของการบุกจับกุมและตรวจค้นครั้งนี้!

คอมมานโดบุก
รองผบ.ตร.จ่อเปิดข้อมูลลับ
ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ก็ออกมาตอบโต้ชี้แจงทุกประเด็น โดยระบุว่าเป็นการเมืองภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการดิสเครดิตทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นเพราะการทำคดีมาเยอะ เกี่ยวกับกับตำรวจรู้เส้นทางการเงิน ออกหมายจับตำรวจหลายคน เป็นธรรมชาติที่ต้องรับแรงกดดัน
ส่วนคลิปร้องเพลงคู่มินนี่นั้น รู้มานานแล้วว่าจะนำคลิปมาดิสเครดิต ซึ่งไม่ได้รู้จักเลยว่าผู้หญิงที่มาร้องเพลงด้วยเป็นใคร วันนั้นเป็นงานเลี้ยงลูกน้อง ตนเป็นเจ้าภาพ แต่การที่ใครจะนำคนนอกเข้ามาในงานนั้นไม่ทราบ ไม่ได้รู้จักหรือติดต่อตัวมินนี่แต่อย่างใด ส่วนลูกน้องที่ไปโอบกอดมินนี่อย่างสนิทสนมนั้น ลูกน้องก็ต้องตอบให้ได้ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร หากเกี่ยวข้องกับการ กระทำผิดก็ต้องดำเนินคดี
“เงินที่ใช้จ่าย ทั้งหมดที่ใช้จ่ายเป็นเงินของผม หากไปคำนวณให้ดีๆ เงินของผมจะมากกว่าเงินของเว็บพนันเยอะ วันนี้ต้องพูดเรื่องจริงกันว่าผมไม่ได้ใช้เงินจากเว็บพนัน หากผมไม่เอาเงินส่วนตัวมาใช้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเอาเงินที่ไหนมาให้ใช้ ที่มาของเงินก็ตอบได้ทั้งหมด ซึ่งเฉพาะแม่ยายเป็นผู้จัดการมรดกก็เกือบพันล้านแล้ว
เงินที่ให้ลูกน้องใช้ต่อเดือน 1 ล้านบาท เป็นงบลับ 6 แสน ที่เหลือเป็นเงินส่วนตัว ที่โอนไปให้แม่ตนก็เงินส่วนตัว ส่วนใครจะไปพัวพันเว็บพนัน หรือติดพนัน หรือเอาเงินไปหมุนอะไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องชี้แจง
“ผมไม่เอาคืน แต่ข้อมูลที่ผมมีมากละกัน ผมเปิดเมื่อไหร่ก็ตายกันหมด ผมเป็นตำรวจสืบสวนสอบสวน ผมมีข้อมูลทั้งหมด แบบที่ทำกันแบบนี้ผมก็ทำได้ แต่ผมอยากรักษาองค์กรอยู่ ส่วนสิ่งที่ทำกับผมแบบนี้ก็ต้องไปดูว่าถูกต้องหรือไม่ ตอนนี้เริ่มกินยาพารากันได้เลย เพราะผมไปยื่นศาลให้ตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว”

เปิดหน้าสู้
ด้าน ‘มินนี่’ ก็โผล่เข้าชี้แจง บก.น.5 เมื่อค่ำวันที่ 28 ก.ย. ชี้แจงภาพคู่กับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ว่ารู้จักกันตั้งแต่ปี 2563 คบหาระยะเวลาสั้นๆ ก่อนเลิกราเพราะรู้ว่าเขามีครอบครัวแล้ว
ปลายปีที่แล้วบังเอิญมาเจอกัน พูดคุยกันอีกครั้ง ซึ่ง พ.ต.อ.ภาคภูมิยืมเงินตนบ้างเป็นปกติ คืนบ้างไม่คืนบ้าง อาจเพราะเงินเดือนตำรวจไม่มาก โดยจะให้คนอื่นโอนให้ เพราะตนอยู่ต่างประเทศ
ที่ติดใจมากคือภาพคู่ที่ออกมาเผยแพร่ เป็นภาพที่ตนถ่าย โดย ตร.ศปอส.ตร.ชุดที่ 4 เข้าจับกุมและยึดโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียวของตนไป แล้วภาพจะหลุดได้ยังไง ตอนนี้คนเดือดร้อนเพราะตน แถมมีตำรวจให้เขียนรับรองว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิมีส่วนเกี่ยวข้องเว็บพนัน ซึ่งตนไม่ยอม
ตอนนี้ให้ทนายดูข้อกฎหมายเพื่อเตรียมดำเนินคดี
ดูท่าจะเป็นหนังชีวิตแน่นอน!!!