สว.อังคณา แจ้งความ สน.บางยี่เรือ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต ย้ำไม่เคยโพสต์ถึงเหตุยิงทหารพราน 5 นาย ที่นราธิวาส
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 31 ก.ค.2569 ที่สน.บางยี่เรือ นางอังคณา นีละไพจิตร สว. และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลและเพจบนสื่อสังคมออนไลน์หลายแห่ง ที่ร่วมกันบิดเบือนข้อมูล เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ และปลุกระดมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) จนนำไปสู่การคุกคามความปลอดภัยและชีวิต
นางอังคณา เปิดเผยว่า การมาแจ้งความในวันนี้ สืบเนื่องจากมีผู้ตัดต่อและนำข้อความเท็จที่ตนไม่ได้พูด ไปเผยแพร่และแชร์ต่อในโลกออนไลน์ โดยอ้างว่าตนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีเหตุยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย รวมถึงพลเรือนและเด็กได้รับบาดเจ็บ
ทั้งที่ความจริง ตนไม่ได้แสดงความคิดเห็นหรือโพสต์ข้อความใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวเลย ทั้งในพื้นที่สาธารณะหรือในโซเชียลมีเดียส่วนตัว
นางอังคณา กล่าวว่า กังวลมากว่าคำพูดที่มาจากความเกลียดชัง อาจนำไปสู่อาชญากรรมจากความเกลียดชัง การโดนบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข่าวปลอมเช่นนี้ ส่งผลกระทบตรงต่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และด้อยค่า ที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในภาคใต้ ตนมักตกเป็นเป้าโจมตีฉกรรจ์เป็นคนแรกๆ เสมอ แม้เคยฟ้องแพ่งชนะคดี IO ของ กอ.รมน.มาแล้วก็ตาม
นางอังคณา ระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แล้ว แต่ไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้า วันนี้จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.บางยี่เรือ ซึ่งเป็นท้องที่ตามภูมิลำเนา โดยขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาต้นตอผู้สร้างและส่งต่อข้อมูลเท็จ
เบื้องต้นได้แจ้งข้อหา นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์, หมิ่นประมาททำให้เสียชื่อเสียง, การคุกคาม และการสร้างความเกลียดชัง พร้อมตั้งคำถามถึงหน่วยงานรัฐที่ดูแลอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ถึงมาตรการป้องกันการคุกคามออนไลน์ เพื่อคุ้มครองประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง
นางอังคณา ยอมรับว่ากังวลเรื่องการบิดเบือนคำพูด ซึ่งอาจสร้างความเกลียดชังเพิ่มขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง ที่ผ่านมา กอ.รมน. มีอำนาจเต็มในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ และหน่วยงานรัฐมีหน้าที่แก้ไขปัญหา ในฐานะคนที่ทำงานด้านหลักสิทธิมนุษยชนตั้งแต่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และทำงานในพื้นที่มานาน
ขอยืนยันว่าครั้งนี้ตนไม่ได้แสดงความคิดเห็น แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุในพื้นที่ ตนมักถูกพุ่งเป้าโจมตี คนที่ไม่ติดตามข่าวอาจเข้าใจผิดว่าตนพูดเช่นนั้นจริง จึงกังวลอย่างมากว่าคำพูดจากความเกลียดชังอาจนำไปสู่อาชญากรรม
สิ่งที่เกิดขึ้น ถือเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และด้อยค่า ที่ผ่านมาเคยฟ้องคดีแพ่งกับ กอ.รมน. มาแล้ว และศาลมีคำพิพากษาว่า กอ.รมน. มีการทำ IO จริง รวมถึงเคยไปยื่นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ปัจจุบันยังไม่ทราบความคืบหน้า และยังคงถูกคุกคามมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น ตนจะเป็นคนแรกที่ตกเป็นเป้าหมายทุกครั้ง
ส่วนที่มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงกล่าวพาดพิงมาถึงตนจากกรณีดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และสงสัยว่านำข้อมูลมาจากไหน ได้ตรวจสอบก่อนแสดงความคิดเห็นหรือไม่ เพราะทำให้เกิดการแชร์ต่ออย่างแพร่หลาย ซึ่งมองว่าเป็นการดิสเครดิตทางการเมือง จึงอยากให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เร่งดำเนินการ เพราะผู้คุกคามยังไม่หยุดการกระทำ
“จริง ๆ ดิฉันไม่ใช่คนที่อะไรนิดหน่อยก็ไปฟ้องร้อง แต่คราวนี้ค่อนข้างกังวล เพราะมีการเรียกร้องให้วิสามัญฆาตกรรม หรืออุ้มฆ่า” นางอังคณากล่าว
นางอังคณา กล่าวว่า ตนเคยไปยื่นเรื่องกรณีถูกคุกคามที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ซึ่งเจ้าหน้าที่แนะนำให้มาแจ้งความที่ สน. ท้องที่ก่อน หากเกินกำลังจึงจะขอความร่วมมือไปยัง บก.ปอท. หลังจากแจ้งความวันนี้คงเข้าพบ บก.ปอท.อีกครั้ง พร้อมตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมากระทรวงดีอีได้ทำอะไรเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไปแล้วบ้าง