หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

E20-B20 ทางเลือกประหยัดค่าน้ำมัน ? เปิดตัวเลขความคุ้มค่า เชื่อมความมั่นคงพลังงานถึงเกษตรกรไทย

29 ต.ค. 2569 - 16:12 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวน การเลือกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับรถและค่าใช้จ่ายในกระเป๋าเป็นเรื่องที่ผู้ใช้รถให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานชีวภาพอย่าง แก๊สโซฮอล์ E20 และดีเซล B20 ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีราคาจำหน่ายต่ำกว่าเชื้อเพลิงบางชนิดในช่วงเวลาที่มีการส่งเสริมการใช้

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังสงสัยว่าน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ทำให้รถวิ่งได้ระยะทางต่อลิตรน้อยลงจริงหรือไม่ แล้วหากต้องใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อเดินทางในระยะทางเท่าเดิม จะยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หรือเปล่า คำตอบไม่ได้อยู่ที่ระยะทางต่อลิตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาราคาน้ำมันควบคู่กันไปด้วย ขณะเดียวกัน การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพยังเชื่อมโยงกับการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศและการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงปิโตรเลียมจากต่างประเทศ

E20-B20 ถูกกว่ากี่บาท คุ้มแค่ไหน

หัวใจสำคัญของการเปรียบเทียบความคุ้มค่า คือการดูว่าเมื่อเดินทางในระยะทางเท่ากัน ต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงเท่าไร โดยราคาจำหน่าย ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 พบว่า แก๊สโซฮอล์ 95 มีราคา 42.04 บาทต่อลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.50 บาทต่อลิตร ต่างกัน 8.54 บาทต่อลิตร หรือประมาณ 20% ของราคาแก๊สโซฮอล์ 95

ด้านน้ำมันดีเซล B7 มีราคา 43.54 บาทต่อลิตร ส่วน B20 ราคา 33.50 บาทต่อลิตร ต่างกัน 10.04 บาทต่อลิตร หรือประมาณ 23% ของราคา B7 ส่วนต่างราคานี้ทำให้ E20 และ B20 เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้รถที่ต้องการบริหารค่าใช้จ่าย แต่ความคุ้มค่าที่แท้จริงยังต้องพิจารณาปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการเดินทางด้วย

เพื่อให้เห็นภาพความคุ้มค่าชัดขึ้น ลองเปรียบเทียบแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งมีเอทานอลผสมอยู่ 10% หรือ E10 กับแก๊สโซฮอล์ E20 ที่มีเอทานอลผสมอยู่ 20% โดยข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า เอทานอลมีพลังงานต่อปริมาตรต่ำกว่าน้ำมันเบนซินประมาณ 33% เมื่อนำมาคำนวณตามสัดส่วนการผสม จึงประเมินได้ว่า E20 มีพลังงานต่อปริมาตรต่ำกว่า E10 ประมาณ 3.4% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการประมาณจากค่าพลังงานของเชื้อเพลิง ไม่ใช่ผลทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของรถยนต์ทุกรุ่น

เมื่อลองคำนวณจากสถานการณ์สมมติ โดยกำหนดให้รถที่ใช้แก๊สโซฮอล์ 95 วิ่งได้ 15 กิโลเมตรต่อลิตร และเมื่อเปลี่ยนมาใช้ E20 ระยะทางต่อลิตรลดลง 4% เหลือ 14.4 กิโลเมตรต่อลิตร หากเดินทาง 1,000 กิโลเมตร รถที่ใช้แก๊สโซฮอล์ 95 จะใช้น้ำมันประมาณ 66.67 ลิตร คิดเป็นค่าเชื้อเพลิงราว 2,803 บาท ขณะที่รถที่ใช้ E20 จะใช้น้ำมันประมาณ 69.44 ลิตร คิดเป็นค่าเชื้อเพลิงราว 2,326 บาท ทั้งนี้ ผลการคำนวณพบว่าแม้จะใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ค่าเชื้อเพลิงลดลงประมาณ 477 บาท หรือราว 17% ต่อระยะทาง 1,000 กิโลเมตร ภายใต้สมมติฐานที่กำหนด

ในส่วนของ ดีเซล B20 และดีเซล B7 ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า B20 มีพลังงานต่อปริมาตรต่ำกว่าดีเซลปิโตรเลียมประมาณ 1-2% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการเปรียบเทียบกับดีเซลปิโตรเลียม ไม่ใช่ B7 โดยตรง เนื่องจาก B7 มีไบโอดีเซลผสมอยู่แล้ว

เพื่อให้เห็นภาพค่าใช้จ่าย ลองสมมติว่ารถที่ใช้ B7 วิ่งได้ 10 กิโลเมตรต่อลิตร และเมื่อเปลี่ยนมาใช้ B20 ระยะทางต่อลิตรลดลง 2% เหลือ 9.8 กิโลเมตรต่อลิตร และเมื่อเดินทาง 1,000 กิโลเมตร รถที่ใช้ B7 จะมีค่าเชื้อเพลิงประมาณ 4,354 บาท ส่วนรถที่ใช้ B20 จะมีค่าเชื้อเพลิงประมาณ 3,418 บาท หรือลดลงประมาณ 936 บาท คิดเป็นราว 21% ภายใต้สมมติฐานเดียวกัน

ทั้งนี้ ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการคำนวณ ไม่ใช่การรับประกันผลประหยัดสำหรับรถยนต์ทุกคัน โดยผลการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถ เครื่องยนต์ น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และพฤติกรรมการขับขี่

B20 กับ B7: ขับขี่ก็มีผล

นอกจากการคำนวณตามค่าพลังงานของเชื้อเพลิงแล้ว การใช้งานจริงยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลือง สถาบันนวัตกรรม ปตท. ได้ดำเนินการทดสอบภาคสนามเพื่อเปรียบเทียบการใช้งานระหว่างดีเซล B7 และ B20 ทั้งรถกระบะและรถบรรทุกในหลายโครงการ

ข้อมูลการทดสอบที่ได้รับระบุว่า ในบางกรณีรถที่ใช้ B20 สามารถทำระยะทางต่อลิตรได้มากกว่า B7 สะท้อนว่า ค่าพลังงานต่อปริมาตรไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดอัตราสิ้นเปลือง เพราะสภาพการใช้งานและลักษณะการขับขี่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม ผลที่พบในบางกรณีไม่อาจใช้สรุปว่ารถทุกคันจะประหยัดกว่าเมื่อเปลี่ยนมาใช้ B20

สำหรับผู้ใช้รถ พฤติกรรมการขับขี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถปรับได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกตัวอย่างนุ่มนวลเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว การเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสมเพื่อลดการเบรกกะทันหัน หรือการหลีกเลี่ยงการเร่งแซงอย่างรุนแรงโดยไม่จำเป็น วิธีเหล่านี้ช่วยให้การใช้ความเร็วมีความต่อเนื่องและลดการเร่งหรือเบรกที่ไม่จำเป็น

ขณะเดียวกัน การดูแลรักษารถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานก็มีส่วนช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ตามระยะเวลา ตรวจสอบแรงดันลมยาง และตรวจเช็กระบบต่างๆ ตามคำแนะนำของผู้ผลิต ดังนั้น จึงควรพิจารณาชนิดเชื้อเพลิงและการใช้งานจริงควบคู่กัน เพื่อให้บริหารค่าใช้จ่ายได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การกล่าวถึงผลทดสอบภาคสนามควรพิจารณาร่วมกับเงื่อนไขการทดสอบของแต่ละโครงการ เนื่องจากประเภทรถ น้ำหนักบรรทุก เส้นทาง และรูปแบบการขับขี่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ จึงไม่ควรสรุปว่ารถทุกคันจะประหยัดกว่าเมื่อเปลี่ยนจาก B7 มาใช้ B20

พลังงานชีวภาพ เชื่อมพลังงาน-เกษตรกรไทย

ประโยชน์ของ E20 และ B20 ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ทางเลือกด้านราคาสำหรับผู้ใช้รถเท่านั้น ทว่ายังเชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ ซึ่งเอทานอลที่ใช้ผสมในแก๊สโซฮอล์สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง ขณะที่ไบโอดีเซลมีน้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบสำคัญชนิดหนึ่ง การนำวัตถุดิบเหล่านี้มาใช้ผลิตเชื้อเพลิงจึงช่วยเพิ่มช่องทางการใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการเกษตร พร้อมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนส่วนผสมต่อเชื้อเพลิงหนึ่งลิตร E20 มีเอทานอล 20% มากกว่าแก๊สโซฮอล์ E10 ซึ่งมีเอทานอล 10% อยู่สองเท่า ส่วน B20 มีไบโอดีเซล 20% มากกว่า B7 ซึ่งมีไบโอดีเซล 7% ประมาณ 2.9 เท่า อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบปริมาณส่วนผสม ไม่ใช่การเปรียบเทียบปริมาณวัตถุดิบทางการเกษตรที่ใช้จริงตลอดกระบวนการผลิต

เมื่อความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสช่วยเพิ่มตลาดรองรับวัตถุดิบอย่างปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง แต่ทว่าผลต่อราคาพืชผลและรายได้ของเกษตรกรยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งปริมาณผลผลิต ความต้องการของตลาด ต้นทุนการผลิต รวมถึงภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา จึงควรมองการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยเพิ่มช่องทางการใช้ผลผลิต มากกว่าจะสรุปว่าจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นหรือรายได้มั่นคงขึ้นโดยอัตโนมัติ

อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบและพลังงานจากต่างประเทศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการทดแทนการใช้เชื้อเพลิงปิโตรเลียมบางส่วน และช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ ปริมาณการนำเข้าที่ลดลงจริงขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ กำลังการผลิตในประเทศ ตลอดจนโครงสร้างการจัดหาพลังงานโดยรวม

ข้อควรรู้ก่อนเลือกเติม E20 และ B20

แม้ E20 และ B20 จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในด้านราคา แต่ก่อนเติมควรตรวจสอบคู่มือรถยนต์หรือคำแนะนำจากผู้ผลิตว่ารถรุ่นที่ใช้งานรองรับเชื้อเพลิงชนิดนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะ B20 ซึ่งมีข้อกำหนดการใช้งานแตกต่างกันไปตามรถแต่ละรุ่น นอกจากนี้ ควรตรวจสอบราคาจำหน่าย ณ สถานีบริการก่อนเติม รวมถึงประเมินความคุ้มค่าจากค่าใช้จ่ายต่อระยะทางควบคู่กับอัตราสิ้นเปลืองจริงของรถตนเอง เพราะราคาน้ำมันและผลการใช้งานอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาและสภาพการขับขี่

ท้ายที่สุด การเลือกใช้ E20 หรือ B20 ให้เหมาะกับรถและลักษณะการเดินทาง ควบคู่กับการขับขี่อย่างเหมาะสมและการดูแลรักษารถอย่างสม่ำเสมอ เป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้ใช้รถบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพยังช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรและการจัดหาพลังงานของไทยอีกด้วย

*หมายเหตุ: ราคาน้ำมันอ้างอิง ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อระยะทางเป็นการคำนวณจากสมมติฐาน ไม่ใช่ผลทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของรถยนต์รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ราคาจำหน่ายอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และสถานีบริการ ส่วนผลการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถ น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และพฤติกรรมการขับขี่


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

E20-B20 ทางเลือกประหยัดค่าน้ำมัน ? เปิดตัวเลขความคุ้มค่า เชื่อมความมั่นคงพลังงานถึงเกษตรกรไทย