ทายาท ตั้ง 2 ข้อสังเกต ปม มรดก 2 พันล้าน ‘เสี่ยเฮง’ ตระกูลทองแท่งไทย ลูกเผยพ่อป่วยเซ็นชื่อไม่ได้ แต่พบไปเซ็นชื่อทำพินัยกรรมที่ขอนแก่น ชี้อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา นายชนาธิป สุโพธิ์ ทนายความ พร้อมด้วย นายประกิต ทองแท่งไทย ทายาทของ นายเฮง ทองแท่งไทย เจ้าของโรงโม่หินเทพประทานพร อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ซึ่งเสียชีวิตลงอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร เมื่อวันที่ 27 ก.ย.68
หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยโรคมะเร็ง มาก่อนหน้านี้ เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น เพื่อนำหลักฐานเป็นสำเนาเอกสารสำคัญที่นายเฮง เคยลงลายมือชื่อหรือลายเซ็นเอาไว้ ภาพถ่ายเอกสารสำเนาใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในโทรศัพท์มือถือ และเอกสารอื่นๆ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ ทนายความ อัยการ และแพทย์ ผู้ที่ออกใบรับรองแพทย์ให้กับนายเฮง ทองแท่งไทย
รวมทั้งตรวจสอบเบื้องหลังการได้ซึ่งใบรับรองแพทย์ดังกล่าวว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลที่ระบุในใบรับรองแพทย์ฉบับดังกล่าว ถูกนำไปใช้ในการจัดทำพินัยกรรมของนายเฮง และการรับรองของแพทย์ยังขัดแย้งกับข้อมูลการเข้ารับการักษาอาการป่วยของนายเฮงอีกด้วย ทำให้ทายาทตั้งข้อสังเกตว่า พินัยกรรมดังกล่าวอาจได้มาอย่างไม่ถูกต้อง และนายเฮง เจ้าของพินัยกรรม ไม่ได้เป็นคนดำเนินการด้วยตนเองหรือไม่
นายชนาธิป สุโพธิ์ ทนายความ เปิดเผยว่า ก่อนที่นายเฮงจะเสียชีวิตเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มาตั้งแต่เดือน เม.ย.2566 และเข้าออกโรงพยาบาลมาโดยตลอด กระทั่งวันที่ 1-5 พ.ค.2568 เข้าแอดมิตที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และเข้ารับการทำ CT สแกนช่วงท้อง ในวันที่ 6 พ.ค.68
ซึ่งในช่วงการเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลนายเฮง ต้องใช้วิธีการพิมพ์ลายนิ้วมือประทับลงในเอกสารทางการแพทย์แทนการลงลายมือชื่อ เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยนายเฮง ไม่สามารถลงลายมือชื่อเองได้มาตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.2568
แต่หลังจากนั้นในวันที่ 8 พ.ค.2568 ทางทายาทฝั่งภรรยาคนที่ 1 ของนายเฮง ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2520 ก่อนจะจดทะเบียนหย่า เมื่อปี 2541 มาทราบเรื่องภายหลังจากการเสียชีวิตของนายเฮง นั่นคือในวันที่ 8 พ.ค.2568 พบว่านายเฮงไปจัดทำพินัยกรรมเกี่ยวกับมรดกทรัพย์สินของตนเองที่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ทั้งที่ไม่ใช่ที่อยู่ในภูมิลำเนา และจากการตรวจสอบก็ไม่พบว่า นายเฮงมีญาติพี่น้องหรือสนิทกับใครใน อ.หนองเรือ
แต่ประเด็นสำคัญที่ทางทายาทฝั่งภรรยาคนที่ 1 นายเฮง พบความไม่ชอบมาพากล คือเอกสารใบรับรองแพทย์ ที่ออกโดยโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ในเมืองขอนแก่น ที่แพทย์ระบุไว้ว่า ผลการตรวจสุขภาพและตรวจโรคของนายเฮง “ไม่เคยมีโรคประจำตัว ไม่เคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล มีสุขภาพแข็งแรงตามวัย มีสติสัมปชัญญะดี ถามตอบรู้เรื่องดี”
ซึ่งทางทายาท มองว่าไม่ตรงตามข้อเท็จจริง เนื่องจากนายเฮง ผู้เป็นบิดา มีประวัติการรักษาอาการป่วย และยังต้องเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น มาโดยตลอด โดยในใบรับรองแพทย์ดังกล่าว ยังพบว่ามีการการลงลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของนายเฮง ทั้งที่นายเฮงไม่สามารถเซ็นชื่อได้ ด้วยปัญหาสุขภาพ
นายชนาธิป กล่าวต่อว่า หลังจากได้รับใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนในเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันที่ 8 พ.ค.68 จากการตรวจสอบของทีมทนายความ พบว่าในวันเดียวกันนี้มีการนำใบรับรองแพทย์ดังกล่าว ไปจัดทำพินัยกรรมในพื้นที่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น และลงลายมือชื่อของนายเฮงอีกครั้ง ซึ่งทายาทตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็นนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงวันที่ไปขอใบรับรองแพทย์และทำพินัยกรรม จะไม่มีพยานยืนยันว่า นายเฮงเป็นผู้เดินทางไปเองหรือดำเนินการด้วยตัวเองหรือไม่ แต่ทางทายาทมั่นใจว่าด้วยสุขภาพของนายเฮงที่ไม่ต่างจากผู้ป่วยติดเตียง นายเฮงไม่สามารถดำเนินการทั้งหมดด้วยตัวเองได้อย่างแน่นอน
ทั้งยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กระบวนการได้มาซึ่งพินัยกรรมตั้งแต่ต้น อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันนี้จึงนำหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนกระบวนการได้มาซึ่งพินัยกรรมดังกล่าว พร้อมกันนี้ยื่นเรื่องต่อศาลจังหวัดชุมแพ จ.ขอนแก่น เพื่อศาลพิจารณาว่าพินัยกรรมดังกล่าว จะต้องเข้าข่ายเป็นโมฆะหรือไม่ รวมทั้งยื่นขอเข้าร่วมเป็นผู้จัดการมรดก
นายชนาธิป กล่าวด้วยว่า ก่อนที่นายเฮงจะสมรสกับภรรยาคนที่ 2 ก่อนหน้านี้เคยจดทะเบียนสมรสกับภรรยาคนแรก เมื่อปี 2520 และจดทะเบียนหย่าในปี 2541 โดยในพินัยกรรมที่มีการเปิดเผยหลังการเสียชีวิตของนายเฮง เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุไว้ว่า มรดกและทรัพย์สินต่างๆ ที่มีมาจนถึงปี 2534 ให้เป็นของฝั่งภรรยาคนแรก ส่วนมรดกและทรัพย์สินต่างๆ ที่มีมาหลัง 2534 ถึงปัจจุบัน ให้เป็นของฝั่งภรรยาคนปัจจุบัน ซึ่งในส่วนที่ 2 นี้ มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท


