ฮาริสัน เดินหน้าซื้อสต๊อกอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง ตั้งงบลงทุนปีนี้ 2,500-3,000 ล้านบาท เตรียมปิดดีลใหม่อีก 2-3 โครงการ พร้อมตั้งเป้าขยายพอร์ตลงทุน 15-20% ในปีหน้า มองภาวะตลาดซบเซาเป็นโอกาสเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพในราคาที่เหมาะสม ระบุปัญหาหลักของตลาดไม่ใช่ขาดผู้ซื้อ แต่เป็นการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังตึงตัว

ลุยซื้อสต๊อกคอนโด 3 พันล้าน ปิดดีลใหม่ 2-3 โครงการ

นายสหัสชัย ขวัญชื้น Senior Vice President Project Investment บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยปี 2569 ตั้งงบลงทุนสำหรับการเข้าซื้อโครงการ 2,500 ล้านบาท ปัจจุบันใช้เงินลงทุนแล้วราว 1,000 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างเจรจาเข้าซื้อโครงการใหม่อีก 2-3 โครงการ

โดยเป็นคอนโดมิเนียมราคาเริ่มต้น 4 ล้านบาท บนทำเลห้วยขวาง จำนวน 160 ยูนิต และอีกโครงการบนทำเลถนนพระราม 9 จำนวน 80 ยูนิต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างต่อรองเรื่องระยะเวลาการชำระเงิน เนื่องจากด้วยสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้อาจต้องใช้เวลาขายมากกว่า 1 ปี อย่างไรก็ดีคาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในปีนี้ ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนรวมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2570 ตั้งเป้าขยายพอร์ตการลงทุนเพิ่มอีก 15-20%

กลยุทธ์หลักของบริษัทคือการเข้าซื้อสต๊อกที่อยู่อาศัยทั้งโครงการหรือทั้งล็อต เพื่อนำมาบริหารการขายและกำหนดกลยุทธ์การตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเลือกลงทุนเฉพาะโครงการที่มีเงื่อนไขเหมาะสม ทั้งด้านราคาซื้อ ระยะเวลาการชำระเงิน และผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งต้องสร้างความคุ้มค่าให้แก่ทั้งบริษัทและนักลงทุน

ทั้งนี้บริษัทเริ่มดำเนินโมเดลการซื้อสต๊อกอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และสามารถปิดการขายได้ครบทุกโครงการที่ผ่านมา โดยระยะเวลาการขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 เดือนถึง 1 ปี รปิดการขายครบทุกโครงการที่ผ่านมา โดยได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำหลายราย อาทิ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, แสนสิริ, พฤกษา เรียลเอสเตท, เอพี (ไทยแลนด์) รวมถึงผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ผ่านการเข้าซื้อโครงการ เช่น เดอะรูม เซนต์หลุยส์, เดอะ คีย์ เจริญราษฎร์, อีสต์ พระราม 2 เป็นต้น โดยโครงการขนาดใหญ่จะมีการเจรจาขยายระยะเวลาชำระเงินให้สอดคล้องกับแผนการขาย ส่งผลให้สามารถบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลตอบแทนการลงทุนทะลุ 25%

ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการจำหน่ายโครงการที่ได้ซื้อเหมาจากโครงการเอ สเปซ เมกา 1 คอนโดมิเนียม ย่านบางนา จำนวน 145 ยูนิต ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568 ซึ่งสามารถโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วประมาณ 100 ยูนิต เหลืออีกราว 45 ยูนิต และมีลูกค้ารอรับโอนอีกกว่า 20 ยูนิต คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยโครงการดังกล่าวสร้างอัตราผลตอบแทนการลงทุนจนครบกำหนด (IRR) มากกว่า 25% ต่อปี ถือเป็นระดับผลตอบแทนที่น่าพอใจและเป็นแรงสนับสนุนให้บริษัทเดินหน้าขยายโมเดลธุรกิจนี้ต่อเนื่อง

นายสหัสชัยกล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ศักยภาพของแต่ละทำเลอย่างละเอียด ทั้งความต้องการเช่า ระดับค่าเช่า ผลตอบแทนการลงทุน และปริมาณอุปทานในตลาด เพื่อให้การลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยทั้งกองทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะจากฮ่องกง และนักลงทุนไทยที่ร่วมลงทุนผ่านโครงสร้างบริษัทเฉพาะกิจ (SPV)

Prop to Share ขยายเครือข่ายนายหน้า 4 หมื่นราย

สำหรับการขาย บริษัทได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Prop2Share ซึ่งปัจจุบันรวบรวมโครงการอสังหาริมทรัพย์กว่า 1,400 โครงการ และมีตัวแทนขายคนไทยเป็นสมาชิกแล้วมากกว่า 40,000 ราย อัตราค่านายหน้า 3-8% พร้อมกับพัฒนาระบบรองรับเอเยนต์ต่างชาติด้วยภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ รวมทั้งเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสมัครเป็น Affiliate เพื่อร่วมขายด้วย โดยให้ผลตอบแทน 0.25-0.30%

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ บริษัทประเมินว่ายังคงเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แม้ว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ แต่ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสินเชื่อทำให้การตัดสินใจซื้อชะลอตัว ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องกำหนดราคาสินค้าให้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้บริโภคมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าภาวะตลาดในปัจจุบันกลับเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพ เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากต้องการเร่งระบายสต๊อก ทำให้สามารถซื้อโครงการในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่ ทั้งราคาที่ดิน วัสดุก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายด้านการตลาด มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาที่อยู่อาศัยใหม่ในอนาคตมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น

ชี้อสังหาฯ ยังฟื้นช้า

บริษัทคาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังต้องใช้เวลาระบายสต๊อกต่อเนื่องไปจนถึงประมาณปี 2572 แต่สำหรับผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารและจำหน่ายสต๊อกอสังหาริมทรัพย์ มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโต ผ่านการเชื่อมโยงผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน และผู้ซื้อ ให้เข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพในราคาที่เหมาะสม

นายสหัสชัยเสนอว่า การฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะการผ่อนคลายเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อและมาตรการช่วยเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ซื้อที่มีศักยภาพ เนื่องจากปัจจุบันปัญหาหลักของตลาดไม่ได้อยู่ที่การขาดความต้องการซื้อ แต่เป็นข้อจำกัดในการกู้ยืม หากสามารถเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น จะช่วยเร่งการระบายสต๊อกที่อยู่อาศัย ฟื้นการหมุนเวียนของตลาด และส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวม

ทั้งนี้ล่าสุดได้ซื้อเหมาโครงการพาร์ค ออริจิ้น พร้อมพงษ์ (พาร์ค 24) ของ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) จำนวนห้องชุดทั้งหมด 74 ยูนิต มูลค่าลงทุน 600 ล้านบาท เพื่อนำมาบริหารงานขายในราคาเริ่มต้น 4.99 ล้านบาท จากราคาเดิมที่โครงการขายเริ่มต้นที่ 6.89 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมธุรกิจครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายแล้วเกือบ 1,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ 3,000 ล้านบาท แต่ในเบื้องต้นคาดว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากสถานการณ์ตลาดไม่เอื้อทั้งลูกค้าต่างประเทศและลูกค้าคนไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน