“กัลฟ์” หนุนปลุกเศรษฐกิจดิจิทัล ชี้ดาต้า เซ็นเตอร์ขุมทรัพย์ดึงเงิน 4.5 ล้านล้านคืนประเทศ ชูไทยได้เปรียบ “มาช้าแต่ล้ำ” ด้วยเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวเสวนาในหัวข้อ “Power for a new Era : พลังงานในยุคดิจิทัล” ในงานสัมมนา “NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” ซึ่งกองบรรณาธิการมติชน จัดขึ้น โดยระบุว่า ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) หรือดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นภาระด้านทรัพยากรของประเทศอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่กลับเป็น “เครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่” ที่จะช่วยดึงรายได้ดิจิทัลกลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
นายสมิทธ์ได้สรุป 3 ประเด็นสำคัญ เพื่อคลายข้อสงสัยและฉายภาพอนาคตของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย
1.ลบภาพจำ : ดาต้าเซ็นเตอร์ทำงานอย่างไร และน่ากลัวจริงหรือไม่?
นายสมิทธ์อธิบายว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แท้จริงแล้วมีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับอาคารสำนักงานหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ภายในเป็นพื้นที่สำหรับวางเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมาก พร้อมระบบทำความเย็นและระบบรักษาความปลอดภัย โดยไม่ได้มีการปล่อยรังสีหรืออันตรายใด ๆ
หัวใจสำคัญสูงสุดคือ “ความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า” ซึ่งเปรียบเสมือนห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลที่ไฟดับไม่ได้เด็ดขาด จึงต้องมีระบบสำรองหลายชั้น ตั้งแต่ระบบ UPS (Uninterruptible Power Supply) ที่เข้ามารับช่วงทันทีเมื่อไฟขัดข้อง ไปจนถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองดีเซล เพื่อให้ระบบประมวลผลสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
2. ไขข้อข้องใจ : ดาต้าเซ็นเตอร์แย่งทรัพยากร หรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ?
ต่อประเด็นข้อกังวลเรื่องการใช้พลังงานและน้ำจำนวนมาก นายสมิทธ์ชี้ว่าหากมองเพียงมุมต้นทุนอาจมองว่าใช้ทรัพยากรมาก แต่หากมองในมิติทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยเผชิญปัญหาการขาดดุลบริการด้านดิจิทัลมาอย่างยาวนาน โดยในแต่ละปี ประเทศไทยต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศเพื่อซื้อบริการดิจิทัลสูงถึง 340,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 4.5 ล้านล้านบาทต่อปี ผ่านค่าบริการ Cloud Computing, ซอฟต์แวร์องค์กร, สตรีมมิ่ง และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างชาติ
“เราจ่ายเงินจำนวนนี้ออกไปอยู่แล้วทุกเดือน เพียงแต่ข้อมูลและการประมวลผลถูกเก็บไว้ต่างประเทศ การมีดาต้าเซ็นเตอร์มาตั้งอยู่ในไทย ก็เหมือนกับการสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ ที่แม้แบรนด์จะเป็นต่างชาติ แต่มูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานจะเกิดขึ้นในประเทศ ช่วยลดการนำเข้าบริการดิจิทัลและรักษาเงินตราต่างประเทศไว้ได้มหาศาล” นายสมิทธ์กล่าว
3. โอกาสทองของไทย : “Late Mover Advantage” ช้าแต่ล้ำสมัย
สำหรับคำถามที่ว่าประเทศไทยเข้าสู่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ช้าเกินไปหรือไม่ (โดยอดีตไทยมีกำลังการผลิตรวมกันไม่ถึง 100 เมกะวัตต์ ขณะที่สิงคโปร์มีราว 5,600 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 700 เมกะวัตต์ ทั้งที่สร้างเสร็จและกำลังก่อสร้าง) นายสมิทธ์มองว่า การมาช้าถือเป็นข้อได้เปรียบ (Late Mover Advantage)
เนื่องจากประเทศไทยได้เริ่มต้นด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งชิปประมวลผล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นต่อพลังงานหนึ่งหน่วย (Token Economy) และดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ที่มีค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ลดลงจากอดีตที่ระดับ 1.8 เหลือต่ำกว่า 1.2 ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานสำหรับระบบทำความเย็นได้อย่างมหาศาล
นายสมิทธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่สามารถตกขบวนเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลกในยุคนี้ได้ และการบูรณาการระหว่างพลังงานสะอาดกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน