สร้างความฮือฮา ดึงความสนใจคนใช้รถและประชาชนทั่วไปได้ไม่น้อย กรณีเมื่อวันที่ 28 ต.ค.2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน สั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมันปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับหลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่นโดยสั่งให้ยกเลิกต้นทุนทิพย์ 3 รายการ ได้แก่ ค่าขนส่งทางเรือ ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่งจากสิงคโปร์ ซึ่งแฝงอยู่ในสูตรคำนวณราคาน้ำมันของไทยมายาวนานกว่า 22 ปี พร้อมสั่งให้มีการปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ของอัตราเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่ 29 ต.ค. 2569 โดยประเมินว่าการปรับสูตรคำนวณครั้งนี้จะทำให้ราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันแต่ละประเภทลดลงระหว่าง 0.0875-0.3548 บาทต่อลิตร หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 29.70 ล้านบาทต่อวัน คาดว่าช่วยสามารถลดต้นทุนรวม 10,839 ล้านบาท/ปี
ผลจากการปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นทำให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เรียกประชุมและมีมติปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยน้ำมันดีเซล บี 7 ชดเชยลดลง 0.38 บาทต่อลิตร เป็น 2.93 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1 บาทต่อลิตร เหลือ 42.54 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 10-95 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.54 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 10-91 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.17 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา
การปรับลดเงินชดเชยกองทุนครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้รถซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ได้รับประโยชน์ทันที ขณะที่ภาคธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ก็ได้อานิสงส์ต้นทุนปรับลดลง และอาจมีส่วนช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพหากต้นทุนขนส่งที่ลดลงส่งผ่านผลประโยชน์ไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ในระยาวก็ต้องจับตาว่าผลจากการปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นจะทำให้ราคาหน้าปั๊มลดลงเท่ากับต้นทุนโรงกลั่นหรือไม่ เพราะราคาขายปลีกยังประกอบด้วยภาษี เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาด
จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงตามตัวเลขที่รัฐประเมินทั้งหมดหรือไม่ หากราคาหน้าปั๊มไม่ปรับลดลงอีก ผู้ใช้รถก็อาจได้ประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และต้องจับตาว่าประโยชน์จะส่งต่อถึงผู้ใช้รถ ธุรกิจขนส่ง และผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด
ส่วนกรณี ครม.มีมติเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2569 ให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่ 28 ต.ค. 2569 ถึง 27 ม.ค. 2570 ตามข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง หวังลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน พร้อมจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้นเพื่อเพิ่มการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศ ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร รวมทั้งต้องการให้เกิดความแตกต่างของราคาดีเซลที่นำเข้าจากต่างประเทศ จูงใจให้คนใช้น้ำมันในประเทศ ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลนำเข้าที่กำลังผันผวนอย่างหนักตามภาวะสงครามตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องนั้น ก็ต้องจับตาดูว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด
หากจะวิเคราะห์เบื้องต้นการปรับลดภาษี 2 รายการนั้นจะช่วยลดแรงกดดันจากการชดเชยราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งขณะนี้ ณ วันที่ 25 ต.ค. 2569 มียอดติดลบรวมทั้งสิ้น 105,452 ล้านบาท โดยหลังจากครม.มีมติปรับลดภาษี คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้เรียกประชุมคณะกรรมการและมีมติทันทีเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซล B20 สั่งปรับลดการชดเชยลง 2.58 บาทต่อลิตร เป็น 5.86 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกปรับลดลงจาก 5.522 บาทต่อลิตร เหลือ 33.50 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 สั่งปรับลดการชดเชยลง 3.75 บาทต่อลิตร เป็น 2.08 บาทต่อลิตร ส่งผลราคาขายปลีกปรับลดลง 5.64 บาท/ลิตร เหลือ 33.50 บาทต่อลิตร การปรับลดราคาขายปลีกครั้งนี้ทำให้ราคาขายปลีกดีเซล B20 ถูกกว่าดีเซล B7 ถึงลิตรละ 10.04 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ E20 ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึงลิตรละ 8.54 บาท ส่งผลดีกับประชาชนผู้ใช้ที่ใช้น้ำมันกลุ่มนี้โดยตรง
ขณะที่กลุ่มเกษตรกรก็จะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีครั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามโครงสร้างการผลิตน้ำมัน 2 ประเภทจะเห็นว่ากลุ่มเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม สำหรับกลุ่ม E20 จะเชื่อมโยงกับเอทานอล ซึ่งใช้วัตถุดิบจากกากน้ำตาลและมันสำปะหลัง ชาวไร่อ้อยและมันสำปะหลังจะได้ประโยชน์ ส่วน B20 เชื่อมโยงกับไบโอดีเซลและน้ำมันปาล์ม ชาวสวนปาล์มน้ำมันจะได้ประโยชน์
การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของรัฐบาลครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาวควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิตและการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปีพ.ศ.2593 สอดคล้องกับที่นายเสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาระบุว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง E20 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถผลักดันการใช้ E20 ได้อย่างเต็มศักยภาพจะทำให้มีการใช้เอทานอลประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3.12 ล้านตัน การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น
อีกด้านหนึ่งการลดภาษีครั้งนี้ก็จะทำให้รัฐสูญรายได้จากภาษีราว 5,148 ล้านบาท โดยคำนวณเบื้องต้นจากระยะเวลาการลดภาษีเป็นเวลา 3 เดือน หรือ 92 วัน บนพื้นฐานอัตรการใช้น้ำมันแต่ละประเภทดังนี้ ดีเซล B20 วันละ 3.6 ล้านลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E20 วันละ 6.45 ล้านลิตร และอัตราการปรับลดภาษีน้ำมันแต่ละชนิดดังนี้ E20 ปรับลดลงลิตรละ 5.642 บาท และ B20 ปรับลดลงลิตรละ 5.522 บาท
หากมองแบบผิวเผินจะเห็นผลจากการลดภาษีทำให้ราคาน้ำมันชีวภาพต่างกับดีเซลและเบนซินแก๊สโซฮอล์มาก อาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ใช้รถหันมาใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้นตามความคาดหวังของรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงเมื่อวิเคราะห์โครงสร้างการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงานกลับพบว่า ปัจจุบันรอบเดือนพ.ค. 2569 กลับพบว่าไทยมีปริมาณการใช้ดีเซล B20 วันละประมาณ 3.6 ล้านลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E20 ใช้วันละ 6.45 ล้านลิตร รวม 2 ชนิดวันละราว 10 ล้านลิตร คิดเป็นราว 7% ของปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรวมทั้งประเทศ 148 ล้านลิตร/วันเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าฐานการใช้เชื้อเพลิงทั้งสองชนิดยังมีสัดส่วนไม่มากนัก
และการลดภาษีน้ำมันครั้งนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนโดยเฉพาะต้นทุนภาคการขนส่งที่จะส่งต่อผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการได้ไม่มากนัก เพราะสัดส่วนการใช้พลังงานชีวภาพในอุตสาหกรรมขนส่งของไทยยังมีน้อย ขณะที่ผู้ประกอบการขนส่งยังเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงสูง อาจทำให้ราคาสินค้าอาจไม่ลดลงตาม
ความสำเร็จของทั้ง 2 มาตรการต้องวัดจากราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และการลดภาษีในระยะสั้นสามารถจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ตลอดจนช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าจำเป็นได้จริงหรือไม่ เพื่อให้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างพลังงานส่งต่อถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม