นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี (SCG) กล่าวว่า ปี 2567 เอสซีจีตั้งงบลงทุน 40,000 ล้านบาท เน้นลงทุนนวัตกรรมรักษ์โลก พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกลุ่มธุรกิจทั้งไทยและภูมิภาคอาเซียน ด้วยนวัตกรรมปูนคาร์บอนต่ำ สมาร์ทโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัย พลาสติกรักษ์โลก บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่ใช้ซ้ำ รีไซเคิลได้ พลังงานสะอาดครบวงจร และนวัตกรรมเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงจากโครงการลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ เน้นบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ คว้าโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริการของไทย ตั้งเป้ารายได้จากการขายรวมปี 2567 เติบโต 20% จากปีก่อนอยู่ที่ 499,646 ล้านบาท

“คาดว่าตลาดอาเซียนจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนาม มุ่งสู่ผู้นำธุรกิจกรีนที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจพร้อมสร้างสังคมคาร์บอนเป็นศูนย์ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี ซึ่งมีโอกาสเติบโตอีกมาก หากเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพร้อมเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ และอำนวยความสะดวกในการลงทุนเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกให้การยอมรับ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว”

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4/2566 เอสซีจีมีรายได้ 120,618 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 4% จากปริมาณขายที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์และธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีกำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมรายการพิเศษ 502 ล้านบาท) ขาดทุนสำหรับงวด 1,134 ล้านบาท จากการด้อยค่าสินทรัพย์ของโรงงานซีเมนต์ในเมียนมา และรวมผลประกอบการของโรงงานปิโตรเคมี ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ แต่เอสซีจียังคงรักษาความมั่นคงของสถานะการเงินได้อย่างต่อเนื่อง สิ้นปี 2566 มีเงินสดคงเหลือ 68,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยืนยันผลประกอบการเอสซีจีปี 2566 มั่นคง แม้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก จีน และอาเซียนชะลอตัว ตลาดปิโตรเคมียังอ่อนตัว ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ลดลง มีรายได้ 499,646 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 12% เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง และการไม่รวมยอดขายของเอสซีจี โลจิสติกส์กำไร 25,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21% จากกำไรของการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2566

นอกจากนี้ ปี 2566 เอสซีจี มีรายได้จากสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม 167,691 ล้านบาท คิดเป็น 34% ของรายได้จากการขายรวม มีรายได้จากสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 270,716 ล้านบาท คิดเป็น 54% ของรายได้จากการขายรวม และมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย 215,630 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของยอดขายรวม ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค.2566 เอสซีจีมีมูลค่าสินทรัพย์รวม 893,601 ล้านบาท โดย 46% เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ล่าสุด เอสซีจี ได้รับดัชนีความยั่งยืนชั้นนำโลก (ESG Industry Top Rated) ลำดับที่ 1 จาก 125 บริษัทในกลุ่ม Industrial Conglomerate ทั่วโลก ซึ่งจัดอันดับโดย Morningstar Sustainalytics สะท้อนถึงธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน จากการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ ESG 4 Plus (มุ่ง Net Zero-Go Green-Lean เหลื่อมล้ำ-ย้ำร่วมมือ-ภายใต้เชื่อมั่น โปร่งใส)

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 6.0 บาท รวมเป็นเงิน 7,200 ล้านบาท คิดเป็น 54% ของกำไรไม่รวมรายการพิเศษ โดยจ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับครึ่งปีแรกในอัตราหุ้นละ 2.5 บาท เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2566 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 3.5 บาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน