นายสิริวัฒน์ โตวชิรกุล ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (บพท.) หรือ AOTGA (ออทก้า) ผู้ให้บริการภาคพื้นท่าอากาศยาน และบริการคลังสินค้าในท่าอากาศยาน (Cargo Terminal) เปิดเผยว่า ออทก้า ได้เปิดตัว ศูนย์บริการศุลกากรเพื่อกระจายสินค้า ณ เขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โซน 3 งบลงทุนกว่า 150 ล้านบาท บนเนื้อที่กว่า 4,872 ตร.ม. เป็นการให้บริการคลังสินค้ารองรับการขนส่งหลายรูปแบบ ซึ่งภายหลังจากกรมศุลกากรได้อนุญาตให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นผู้จัดตั้ง ศูนย์บริการศุลกากรเพื่อกระจายสินค้า และทอท. ได้มอบหมายให้ บพท. เป็นผู้ดำเนินการศูนย์บริการศุลกากรเพื่อกระจายสินค้า
“ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะพลิกวงการอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งจะตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างแท้จริง”
สำหรับจุดเด่น ศูนย์บริการศุลกากรเพื่อกระจายสินค้า สามารถผนวกรูปแบบการขนส่งทุกประเภท ทั้งทางบก ราง น้ำ อากาศ การรวมตู้สินค้า และการเก็บรักษา พร้อมดำเนินพิธีการทางศุลกากรเบ็ดเสร็จในจุดเดียว สร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ หนุนการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
โดยแบ่งพื้นที่ให้บริการเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Fixed Area พื้นที่สำหรับผู้ประกอบการขนส่งภาคเอกชนประกอบด้วย 3 ธุรกิจขนส่งชั้นนำระดับโลก ได้แก่ เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ FedEx, บริษัท ดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (DHL) และบริษัท เอเชีย กราวด์ เซอร์วิส จำกัด (AGS) ร่วมประกอบกิจการศูนย์บริการศุลกากรเพื่อกระจายสินค้า และ Public Area พื้นที่ที่ทาง บพท. ให้บริการเอง
โดยกลุ่มเป้าหมายหลักจะเป็นกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนส่งทั้งในและต่างประเทศ ที่เป็นตัวแทนในการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarder) และผู้ประกอบการขนส่งแบบเร่งด่วน (Express Consignment) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศที่มีการเติบโตสูง จากการมุ่งเน้นใช้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลาง หรือฮับในกลุ่มประเทศ CLMV หรือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม และโฟกัสไปยังกลุ่มสินค้า อี-คอมเมิร์ซ จากปัจจัยเกื้อหนุนด้านการบิน และเครือข่ายการบินที่เชื่อมโยงสู่ทวีปอื่นๆ โดยเฉพาะทวีปยุโรป
นอกจากนี้ ออทก้า ยังได้นำนวัตกรรมที่ทันสมัยมาให้บริการในศูนย์บริการศุลกากรเพื่อกระจายสินค้า อาทิ ระบบติดตามทางศุลกากรจากด่านศุลกากรมายังศูนย์บริการศุลกากรเพื่อกระจายสินค้าด้วยระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (E-lock System) และระบบควบคุมสินค้าคงคลัง (E-Inventory) โดยตั้งเป้ารายได้รอบปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567-ก.ย. 2568) ที่ 80 ล้านบาท หรือมีปริมาณสินค้า 40,000-50,000 ตัน
นายสิริวัฒน์ กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินงานของ ออทก้า ในปีงบประมาณ 2566 มีรายได้รวม 2,700 ล้านบาท และกำไรกว่า 500 ล้านบาท โดยเป็นการให้บริการภาคพื้นท่าอากาศยานและบริการทำความสะอาดแบบครบวงจร ใน 6 สนามบิน ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (บางส่วน) ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
โดยในปี 2567 คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มเป็น 3,000 ล้านบาท และ ปี 2568 คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มเป็น 3,800-3,900 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีความที่จะเข้าประมูลงานบริการภาคพื้นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และบริการคลังสินค้า หากชนะการประมูลคาดว่าบริษัทจะต้องมีการลงทุนด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านการบริการภาคพื้นท่าอากาศยานอีกกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จะเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว