DITP บุกตลาดไต้หวัน จัดงาน Thai Music Meetup – Gan Bei ขนผู้ประกอบการค่ายเพลงไทย มุ่งสร้างเครือข่ายพันธมิตร ผลักดัน Soft Power อย่างยั่งยืน ลุยดันคอนเทนต์ไทยต่อเนื่อง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำโดย คุณทวีป ราชาภักดี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการ พาผู้ประกอบการไทยจาก 12 ค่ายเพลง ได้แก่ FRT Entertainment, Juicey, NEWECHOES, Parinam, RATS RECORDS, Small Room, Sony Music Thailand, Spicy Disc, Universal Music Thailand, Warner Music Thailand, What The Duck และ YUPP! Entertainment

เดินทางมาเยือนไต้หวัน เพื่อเจรจาธุรกิจ เสริมสร้างความร่วมมือ และขยายโอกาสทางการค้ากับผู้ประกอบการไต้หวัน ในงาน Thai Music Meetup – Gan Bei เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ณ Zepp New Taipei

ทั้งนี้ก่อนพิธีเปิดงานจะเริ่มขึ้น คุณทวีป ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดประสงค์และเป้าหมายของการจัดงาน Thai Music Meetup – Gan Bei โดยเผยว่า “ไต้หวันเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพรองรับดนตรีจากประเทศไทย รวมถึงมีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบดนตรีและศิลปินจากประเทศไทยอยู่แล้ว งานนี้จึงได้รับความสนใจจากฝ่ายไต้หวันเข้ามาร่วมเจรจาเป็นขำนวนมาก การมาเยือนครั้งนี้ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการผลักดัน Soft Power ภาคดนตรีของไทย”

จุดเริ่มต้นของการจัดงาน Thai Music Meetup – Gan Bei ที่ ไต้หวัน? “ภาคธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับมิวสิคเป็นธุรกิจที่เรายังไม่เคยเข้ามาดูแล พอมีคณะการซอฟต์พาวเวอร์ขึ้นมา เราก็ได้รับมอบหมายให้เป็นเลขาฯ ของกลุ่ม ต้องหากิจกรรมมาสนับสนุนเอกชนในด้านมิวสิค นี่จึงเป็นครั้งแรก เลยคิดกันว่าจะทำอะไรดี แล้วด้วยเงื่อนไขของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การจะทำอะไร KPI สำคัญคือต้องมีรายได้”

“จากนั้นก็มาคิดกันว่ามีกิจกรรมไหนที่จะเอาเพลงไทยออกไปต่างประเทศและนำรายได้เข้าประเทศได้บ้าง ฉะนั้นเลยต้องมี B2B ( Business-to-Business การทำการค้าระหว่างธุรกิจทำกับธุรกิจด้วยกัน) พร้อมกับการไปโชว์ภาพลักษณ์ของเพลงไทย กิจกรรม Thai Music Meetup – Gan Bei จึงเกิดขึ้นมา”

“เริ่มแรกจะไปทำที่ประเทศอินโดนีเซีย แต่เผอิญมีเหตุการณ์ประท้วงขึ้นเลยต้องเปลี่ยนแผน พอมาคุยกับเอกชนนอกจากอินโดนีเซียแล้วมีตลาดไหนที่คิดว่าเรามีศักยภาพที่สามารถออกไปตอนนี้ได้เลย สรุปก็เป็นไต้หวัน ส่วนศักยภาพที่ว่าคือไต้หวันมีฐานแฟนเพจพอสมควรในสื่อออนไลน์ที่ทางอุตสาหกรรมบันเทิงเอาเพลงไทยไปลง ที่สำคัญคือไต้หวันมีกำลังซื้อมากกว่าอินโดนีเซียด้วยซ้ำไป”

ซีเควนต์ในงานมีอะไรบ้าง? “หลักๆ จะมีการแนะนำตัวของผู้ประกอบการไทยจาก 12 ค่ายเพลงชั้นนำ จากนั้นก็จะเป็น B2B ซึ่งเรามีการนัดหมายมาแล้วตามสล็อตเวลา นอกจากนี้การทำธุรกิจต้องมี Networking คือการทำความรู้จักกันที่ไม่เป็นทางการมากกว่านี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงค่ำที่จะมีการแสดงดนตรี

“หลังจากนั้นก็จะมีสรุปผลกันว่าคุยได้กี่ราย มีตัวเลขพอที่จะให้เราวัดผลได้ไหม เท่าที่คุยกันเบื้องต้นน่าจะได้ถึงร้อยล้านขึ้นไป จริงๆ ในส่วนของผู้จัดคุยไปถึงหลักพันล้าน แต่เรายังไม่มั่นใจขอสัก 200-500 ล้านบาทก่อน ซึ่งนี่เป็นแค่งานแรก ถ้างานนี้ประสบผลสำเร็จเราก็จะเอารูปแบบนี้ไปใช้ในตลาดอื่นๆ แต่ยังขอให้เป็นฝั่งเอเชียก่อน”

“จริงๆ เรามีการเสนอฝั่งละตินไปแต่มันจะไกล ถ้าไปกัน 20 บริษัท ค่าใช้จ่ายแพงมากสำหรับเอกชน เลยคุยกันว่าตลาดละตินเราจะเอาคอนเทนต์ซีรีส์วายไปก่อน เพราะกระแสตอบรับดีมาก ซึ่งในอนาคตก็อาจจะมีในส่วนของมิวสิคไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทางกรมฯ มีเป้าหมายอยากจะให้มีมิวสิคเฟสติวัลที่ใหญ่ระดับโลก อย่างเช่นพัทยามิวสิคเฟสติวัล”

ตั้งแต่ทาง DITP มีนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ขึ้นมาก็มีการสนับสนุนการส่งออกคอนเทนต์อยู่เรื่อยๆ แต่พอมีการเปลี่ยนรัฐบาลซึ่งอาจจะไม่มีความมั่นคงในเชิงของ THACCA แล้วการดำเนินงานต่อจากนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน? “รัฐบาลไม่มีผลหรอกครับ เมื่อทางคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติมอบมาให้เรา เราก็เอากิจกรรมพวกนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมื่อเป็นภารกิจของกรมฯ มันก็จะต้องเกิดขึ้นทุกปี”

“ฉะนั้น THACCA จะอยู่หรือไม่อยู่ไม่ได้เกี่ยวกันแล้ว เราได้ขอเงินสนับสนุนงบประมาณภาครัฐมาสนับสนุนตรงนี้ ต่อไปก็จะมีทุกปีไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์วาย มวย เกม แอนิเมชั่น ฯลฯ เรียกว่าคอนเทนต์ทั้งหมดที่อยู่ในซอฟต์พาวเวอร์ได้มาเป็นภารกิจของกรมฯ เรียบร้อย”

อุตสาหกรรมดนตรีหรือคอนเสิร์ตของเมืองไทย มีอะไรที่เป็นสิ่งแตกต่างจากที่อื่น จนทำให้เขาอยากมาจอยกับทางบ้านเรา? “หลักๆ น่าจะเป็นที่ตัวศิลปิน หนึ่งคือเข้าถึงได้ ความเฟรนด์ลี่ รีแอ๊กชั่นกับคนดูจะไม่เหมือนต่างชาติ นี่คือจุดที่เราได้เปรียบเป็นจุดขายของเรา ด้วยเหตุนี้จึงกลายมาเป็น Soft Power Industry ซึ่งที่อื่นเลียนแบบไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ในส่วนของมิวสิค แต่ในซีรีส์และภาพยนตร์ก็เหมือนกัน”

ในส่วนของผู้ประกอบการ พอจะมีเช็กลิสต์อะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางให้กับธุรกิจของตัวเองว่าพร้อมจะออกไปสู่ต่างประเทศแล้ว? “ถ้าในส่วนของมิวสิค อย่างแรกคือมีประสบการณ์ในการไปแสดงในงานต่างประเทศ สองคือการขายงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีลูกค้าต่างประเทศติดตามซื้ออยู่แล้ว สามคือมีความพร้อมด้านกำลังทรัพย์นิดๆ เพราะส่วนใหญ่เวลาไปกับกรมฯ กำลังทรัพย์ที่เราจะต้องจ่ายคือค่าตั๋วกับค่าที่พัก รวมถึงการจัด B2B และค่าเช่ารถต่างๆ”

ตอนนี้ AI เป็นสิ่งที่หลายคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์พูดถึงกันมาก แล้วในอุตสาหกรรมดนตรี ภาพยนตร์ หรือซีรีส์ มีความกังวลมากน้อยแค่ไหน? “เขาก็กังวลแต่ยังไม่ได้มีทางออกที่ชัดเจนว่าจะยังไง ต่อไปภาพยนตร์อาจจะไม่ใช้คนแสดงก็ได้ อาจจะเป็น AI หมด แม้กระทั่งโฆษณาก็ตาม เอาจริงๆ ทิศทางของโลกก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้นำในการหาทางออกให้ เราก็เลยได้แต่ดูและค่อยๆ ปรับตัวกันไป”

“ในอนาคตเราก็อยากจะเอา AI มาทำเหมือนกัน อยากจะรู้ว่ามันจะไปทิศทางไหน แล้วกรมฯ จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ยังไง ต่อไป AI จะไม่ได้กระทบแค่ธุรกิจบริการ แต่โปรดักชั่นหรือแม้กระทั่งโลจิสติกส์ก็กระทบ หน่วยงานภาครัฐที่ดูแล เรามีดิจิทัลคอนเทนต์ แต่ก็ยังไม่ได้ชัดเจนว่าเราจะมีแนวทางรับมือกับคลื่น AI ที่กำลังจะเกิดขึ้นยังไง”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน