เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่อาคารมติชน อะคาเดมี สโมสรศิลปวัฒนธรรม จัดเสวนาเรื่องธรรมเนียมพระบรมศพ และพระศพเจ้านาย สมัยรัตนโกสินทร์ โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ด้านพระราชประเพณีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นวิทยากร

 

นายธงทอง กล่าวว่า ย้อนกลับไปก่อนวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่คนไทยโศกเศร้าทั้งประเทศ ตนก็ทราบเหมือนคนไทยทุกคนว่า ก่อนหน้านี้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในหลวงของเราทรงมีอาการประชวรมาอย่างต่อเนื่อง และทรงพำนักรักษาพระวรกายที่รพ.ศิริราช จนกระทั่งวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะแพทย์ที่ถวายการรักษาออกแถลงการณ์ ว่าต้องติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ยกเลิกกำหนดการต่างๆ ในช่วงเวลานั้น ตนเองก็ยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศเช่นเดียวกัน เวลานั้นใจคอไม่ดี จนวันที่ 12 ต.ค. แถลงการณ์พระอาการฉบับสุดท้ายออกมา เวลานั้นผมเชื่อว่าคนไทยทราบแก่ใจดี และวันที่ 13 ต.ค. ช่วงบ่ายๆ สิ่งที่เราไม่อยากเห็นก็เกิดขึ้น และพยายามบอกตัวเองว่าพระองค์ยังไม่ได้เสด็จไปไหน

 

“เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ผมยังไปทำงานตามปกติ อยู่ที่ศาลาพระเกี้ยวเตรียมงานการสวดโภชงคปริตให้ในหลวง แต่ก็รับฟังข่าวด้วยความใจไม่ดีตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ปิดลงนามที่ศาลาสหทัยสมาคม แต่ตราบใดที่ยังไม่มีแถลงการณ์ก็ยังทำงานต่อไป จนช่วงค่ำที่ได้รับฟังข่าว ก็ร้องไห้ไปในรถตอนกลับบ้าน วันรุ่นขึ้นผมก็ไปคอยรับขบวนพระบรมศพที่สะพานผ่านฟ้ากับคนอื่นๆ”นายธงทอง กล่าว

pct_7114
นายธงทอง กล่าวต่อว่า ช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ผ่านมา 9 รัชกาลแล้ว มีรัชกาลที่ 7 พระองค์เดียวที่สวรรคตในต่างประเทศ ส่วนพระมหากษัตริย์พระองค์อื่นๆ ตามธรรมเนียมที่ผ่านมาเมื่อเสด็จสวรรคต ก็จะมีพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพในเขตพระราชวัง ก่อนจะอัญเชิญพระบรมศพเสด็จไปประดิษฐานในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ส่วนในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตที่รพ.ศิริราช คนไทยปัจจุบันจึงได้เห็นพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพจากรพ.ศิริราช มายังพระที่นั่งดุสิต ทั้งนี้ พระองค์เคยรับสั่งไว้ตั้งแต่สมัยงานพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ว่าให้ประชาชนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถวายน้ำสรงพระศพได้ทุกวัน ซึ่งก่อนหน้านี้ในพระราชพิธีศพ สมัยรัชกาลที่ 5 มีการเปิดให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรง เดือนละ 2 วันเท่านั้น

 

อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ส่วนการอัญเชิญสรีระสังขารเข้าพระลองทองใหญ่ที่อยู่ภายในพระโกศนั้น อย่างที่ทราบกันดีว่าสมัยนี้ได้ยกเลิกไปแล้ว โดยสมเด็จย่า เป็นพระองค์แรกที่ใช้หีบพระศพแทน แต่พระโกศแรกเริ่มถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการสร้างใหม่ เนื่องจากของเดิมย่อมมีการชำรุดไปตามธรรมชาติ กระทั่งล่าสุดในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทรงใช้พระโกศที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นเดียวกัน ส่วนที่สร้างพระโกศใหม่ล่าสุดสมัยรัชกาลที่ 9 นั้นยังได้รับการเก็บไว้ก่อน

 

ส่วนกรณีถวายพระเพลิงนั้น อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าที่ผ่านมาสังเกตได้ว่า วัดต่างๆ ในเขตพระนคร จะไม่มีเมรุ เนื่องจากธรรมเนียมประเพณีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ศพคนทั่วไปจะถูกนำออกทางประตูผี ใกล้ๆ ป้อมมหากาฬ สะพานผ่านฟ้าลีลาส สมัยนี้ก็อยู่ตรงสน.สำราญราษฎร์ ส่วนพระเมรุก็อย่างที่ทราบกันดีว่าใช้ท้องสนามหลวงเป็นที่ประดิษฐานในการจัดพระราชพิธี ในสมัยก่อนจะใช้เวลาสร้างนานเป็นแรมปี ทั้งหาไม้จากในป่านำเข้ามาที่พระนคร สมัยนี้เทคโนโลยีทันสมัยขึ้น ก็ใช้เวลาไม่นาน อีกทั้งธรรมเนียมการวางพวงหรีด หรือพวงมาลานั้น เพิ่งมามีสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้อิทธิพลมาจากตะวันตก คำว่าหรีด ทับศัพท์กับคำว่า wreath ย้อนไปก่อนหน้านั้น ไม่ปรากฏหลักฐานประวัติศาสตร์ว่ามีการวางพวงหรีด
“กรณีการแต่งกายไว้ทุกข์ สมัยก่อนใช้สีไว้ทุกข์หลากหลาย แต่ประชาชนทั่วไปมักใช้สีขาว ส่วนสีดำมักใช้ในข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ 6 ทั้งนี้ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ยังมีการสั่งให้ประชาชนโกนหัวไว้ทุกข์ด้วย ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้ประกาศรับสั่งให้ยกเลิกธรรมเนียมดังกล่าว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องปกติที่เป็นไปตามวิวัฒนาการสังคมสมัยใหม่ ซึ่งการแต่งดำไว้ทุกข์นั้น ผมเข้าใจว่ามาชัดเจนขึ้นในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีกำหนดวันพิธีถวายพระเพลิงเมื่อไหร่ก็ตาม สิ่งที่จำเป็นต้องคิดเตรียมการ คือสถานที่รองรับรอบพระเมรุ สำหรับพระราชวงศ์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่จะเดินทางมา หรือส่งตัวแทนมาก็ได้ เนื่องจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีมิตรที่มีไมตรีต่อกันจำนวนมาก” อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน