สรุปภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันที่ 1 เม.ย. 2565 ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,701.31 จุด +6.07 จุด +0.36% มูลค่าการซื้อขาย 68,941.19 ล้านบาท

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ไม่มีประเด็นบวกใหม่เข้ามา หลังตลาดมีการตอบรับตลาดเชิงลบไปพอสมควรแล้วกับเรื่องสถานการณ์รความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

แต่อย่างน้อยที่สุดตลาดมองว่าระยะสั้นไม่น่าที่จะมีความเสี่ยงใหม่เข้ามา การที่ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากอเมริกาจะปล่อยน้ำมันจากจากคลังปิโตรเลียมสำรองทางยุทธศาตร์ของประเทศออกมา ก็ทำให้นักลงทุนมองว่าอย่างน้อยที่จะช่วยลดแรงกดดันของต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้ จึงเป็นผลให้ตลาดหุ้นมีทิศทางของการฟื้นตัวกลับขึ้นมา

โดยหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.SCB มูลค่าการซื้อขาย 4,094 ล้านบาท +7 (+6.14%)
2. KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,697 ล้านบาท +1.50 (+0.93%)
3.SVOA มูลค่าการซื้อขาย 2,309 ล้านบาท 0.46 (13.77%)
4.TEAMG มูลค่าการซื้อขาย 2,182 ล้านบาท +0.85 (14.78)
5.PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,552 ล้านบาท +0.25 (+0.65%)

สำหรับสัปดาห์หน้า (4-8 เม.ย.) เริ่มเข้าสู่ช่วงไตรมาส 3 ของปี บรรยากาศโดยรวมจะเป็นบวก เนื่องจากจะมีการประกาศผลประกอบการโดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะเป็นกลุ่มแรกที่ประกาศผลประกอบการ ซึ่งโดยภาพรวมยังน่าจะมีความแข็งแกร่ง ทำให้จะมีแรงเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มธนาคารเนื่องจากปัจจัยเฉพาะตัว เช่น จะมีการแลกของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็น หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX)

ขณะที่ธนาคากสิกรไทย (KBANK) ล่าสุดมีรายงานข่าวจาก สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ในต่างประเทศ ต่อกรณีที่ว่า KBANK มีความพยายามที่จะขาย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KASSET) ออกไป อย่างไรก็ดี ยังเป็นเพียงการพูดคุยเบื้องต้น ซึ่งยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ซึ่งจากข่าวนี้ก็อาจทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อเก็งกำไร หากมีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง อาจประเมินมูลค่าของการขาย และอาจมีกำไรพิเศษ ซึ่งก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ในระยะสั้นเป็นปัจจัยบวกในการเก็งกำไรในหุ้นได้ และมีผลให้บรรยากาศการลงทุนในสัปดาห์หน้าการกลับมาเก็งกำไรในกลุ่มธนาคาร จากการเก็งกำไรผลประกอบการ และจากปัจจัยเฉพาะตัวจะเป็นปัจจัยบวกที่หล่อเลี้ยงตลาด

แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังถึงแม้ตลาดจะปรับสูงขึ้น เนื่องจากว่าถ้าไม่นับกลุ่มธนาคารพาณิชย์แล้ว จะเห็นว่าในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะเห็นการปรับประมาณการณ์กำไรและราคาหุ้นที่เหมาะสมลง จากผลกระทบของราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่ปรับสูงขึ้น ทำให้มีความกังวลว่าเมื่อไปถึงปลายเดือนเม.ย.-พ.ค. อาจจะเห็นการปรับลดประมาณการณ์และคำแนะนำในหุ้นหลายตัวลง ซึ่งเป็นผลจากความผันผวนและความเสี่ยงหลายๆ อย่าง ที่เกิดขึ้นในช่วงปีนี้โดยเฉพาะเรื่องการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

ดังนั้นตลาดในช่วงหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 โดยยูโอบี เคย์เฮียน ประเมินว่าจะไม่สดใสนัก ประกอบกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะมีการประชุมในช่วงต้นเดือนพ.ค.คาดว่าจะปรับขึ้น 0.5% ตามมาด้วยการลดขนาดของงบดุล ทำให้ประเมินว่าช่วงครึ่งแรกของเดือนเม.ย.การปรับขึ้นในระดับ 1,720 จุด หรือสูงกว่า อาจเป็นจังหวะที่นักลงทุนจะต้องมีการขายเพื่อล็อคกำไรบางส่วน


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน