สรุปภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันที่ 4 เม.ย. 2565 ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,702.93 จุด +1.62 จุด +0.10% มูลค่าการซื้อขาย 65,889.88 ล้านบาท

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ภาพการลงทุนไตรมาส 2 ทางลงจะเริ่มเป็นต่อและอาจต้องลงทุนอย่างระมัดระวังตลาดมากขึ้น สาเหตุมาจากภาพรวมการลงทุนไตรมาส 1 ค่อนข้างดี แต่หลังจากนั้นมีสิ่งที่ไม่คาดคิดอย่างสถานการณ์รวามขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ และอัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นเกินกว่านักวิเคราะห์คาด ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ การปรับประมาณการณ์เติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) และการปรับประมาณการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนและราคาหุ้นในราคาที่เหมาะสมลง

ประกอบกับในช่วงเดือนเม.ย. ของทุกปี ทางด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ มีการออกรายงานทางเศรษฐกิจประจำไตรมาส อย่างไรก็ดี ฟันธงว่า ไอเอ็มเอฟ จะมีการปรับประมาณการณ์จีดีพี และตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆ ลง ดังนั้นตลาดได้ตอบรับปัจจัยลบหลายๆ อย่างไปแล้วไม่ว่าเรื่อแนวโน้มดอกเบี้ยระยะสั้น ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด และรวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่คาดว่าจะไม่แพงไปกว่านี้แล้ว ทำให้นักลงทุนสบายใจขึ้น แต่บนความสบายใจนี้ จะสังเกตได้ว่าอาการตลาดหุ้นวันนี้ บวกขึ้นค่อนข้างน้อย

แต่หากไปดูในรายละเอียดหุ้นขนาดใหญ่ปรับลดลงเล็กน้อย ส่วนหุ้นขนาดกลาง +0.16% และหุ้นขนาดเล็ก +1.24% สะท้อนว่าหุ้นขนาดใหญ่เป็นตัวประคองตลาด ส่วนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กเริ่มมีบรรยากาศการเข้ามาเก็งกำไร มีการไล่ราคาแต่อย่างไรก็ดีต้องระมัดระวังการลงทุน
เนื่องจากภาพการลงทุนในไตรมาส 2 หลังบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 แล้ว สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ จะมีการปรับประมาณการณ์ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนลงเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมีโอกาสทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนหลายๆ แห่ง ปรับลดลง และราคาที่เหมาะสมก็อาจถูกปรับลดลงตามด้วยเช่นกัน

“บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นช่วงต้นไตรมาส 2 อาจยังมีบรรยากาศที่ดี แต่ให้ระวังอย่างช้าก็อาจเป็นช่วงหลังสงกรานต์บรรยากาศเชิงบวก จะเริ่มชะลอลงไปได้”

โดยหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. AOT มูลค่าการซื้อขาย 3,813 ล้านบาท +0.50 บาท (+0.75%) 2. KBANK มูลค่าการซื้อขาย 3,797 ล้านบาท -2.00 บาท (-1.23%) 3. EA มูลค่าการซื้อขาย 2,403 ล้านบาท +2.25 บาท (+2.30%) 4. SVOA มูลค่าการซื้อขาย 2,294 ล้านบาท +0.36 บาท (+9.47%) 5. JAS มูลค่าการซื้อขาย 1,414 ล้านบาท +0.08 บาท (+1.96%)

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะในหุ้นขนาดกลางและเล็ก หากราคาหุ้นปรับขึ้นแรง แนะนำให้ทยอยขายทำกำไรออกไปบ้างบางส่วน เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี กรอบของดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,540-1,730 จุด สิ่งสำคัญคือพยายามมีหุ้นในช่วงกรอบล่าง ส่วนนักลงทุนที่ซื้อเก็งกำไรช่วงนี้ต้องตั้งจุดขายขาดทุนไว้ด้วย เนื่องจากการเข้าเก็งกำไรช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ตลาดกำลังจะมีโมเมนตั้มชะลอตัวลง


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน