พระเมตตาวิหารี (ปัด ธัมมธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง
เดิมชื่อ “วัดศาลาสี่หน้า” เป็นวัดเก่าแก่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ในสมัยพระวิสุทธิสารเถร (ผ่อง) พระเกจิผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน เจ้าของ “พระเนื้อผงพิมพ์เล็บมือ” อันลือเลื่อง เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 8 ปกครองดูแล สร้างความเจริญรุ่งเรืองสู่วัดและชุมชน จนเป็นที่เคารพศรัทธา
ต่อมาเมื่อมรณภาพในปี พ.ศ.2471 ยากที่จะหาผู้มีคุณสมบัติใกล้เคียงมารับตำแหน่งเจ้าอาวาส

ในที่สุด สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน) แห่งวัดพระเชตุพนฯ มอบหมายให้พระเมตตาวิหารี (ปัด ธัมมธโร) รับตำแหน่งสืบแทน เนื่องด้วยเป็นพระเถระที่ทรงคุณวุฒิทางวิปัสสนากัมมัฏฐานเช่นกัน อีกทั้งยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและมีเมตตาธรรมสูง
เมื่อมาปกครองวัดสามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสาธุชนอย่างสูง
เดิมชื่อ ปัด รัตนาคม เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2426 ที่บ้านเตาอิฐ ต.บางงาม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เป็นบุตรคนโต

เมื่อเติบโตได้ช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าข้าวขึ้นล่องระหว่างสุพรรณบุรี อยุธยา ปทุมธานี และกรุงเทพฯ
จนเมื่อบิดาถึงแก่กรรมมีอายุครบบวชพอดี จึงอุปสมบท ณ วัดพร้าว ต.โพธิ์พระยา อ.ท่าพี่เลี้ยง (ปัจจุบันคือ อ.เมือง) จ.สุพรรณบุรี ในปี พ.ศ.2447 โดยมีพระครูปลื้ม วัดพร้าว พระเกจิชื่อดังแห่งสุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา “ธัมมธโร”
จำพรรษาที่วัดพร้าว 3 พรรษา ศึกษาร่ำเรียนกับหลวงพ่อปลื้ม พระอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อพริ้ง วัดวรจันทร์ พระเกจิชื่อดังยุคเก่าของสุพรรณ ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาจำพรรษาที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย
เป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและถือธุดงค์เป็นนิจ เคยเดินธุดงค์ไปไกลถึงเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า เพื่อศึกษาพระไตรปิฎกอยู่ 1 พรรษา ก่อนเดินทางกลับมา ในครั้งนั้น อาพาธจนเกือบสิ้นชีวิต ถึงแม้จะหายดี แต่ทำให้เสียงแหบแห้งจนดูเหมือนเป็นคนดุ
ความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและความเชี่ยวชาญทางด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น แม้แต่สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดโพธิ์ ท่าเตียน ยังกล่าวชมเชยต่อพระสงฆ์ผู้อื่นอยู่เสมอ
ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดชัยฉิมพลี ภาษีเจริญ พัฒนาวัดตลอดจนการศึกษาของลูกหลานละแวกนั้น จนเป็นที่พอใจของพระธรรมปิฎก วัดพระเชตุพนฯ ยิ่งนัก เมื่อมีการคัดเลือกผู้ครองวัดคูหาสวรรค์ จึงให้ท่านมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี พ.ศ.2472

หลังจากนั้น บูรณปฏิสังขรณ์จนวัดคูหาสวรรค์เจริญรุ่งเรืองสืบมา นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมสำหรับพระภิกษุสามเณร และโรงเรียนประชาบาลเพื่อเยาวชนในท้องถิ่น รวมทั้งสาธารณประโยชน์ต่างๆ อาทิ สะพานข้ามคลอง และบ่อเก็บน้ำฝน เป็นต้น
เป็นพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระองค์สุดท้าย ที่ได้รับพระราชทาน “พัดงาสาน” พัดยศพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ (อรัญญวาสี)) เป็นพัดหน้านาง พื้นงาสาน ขอบงาคาบตับงา ด้ามงา โดยได้รับพระราชทาน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2493 ขณะอายุ 68 ปี หลังจากนั้น ไม่มีการพระราชทานพัดยศงาสานให้กับพระสงฆ์องค์ใดอีก จนถึงปัจจุบัน
มรณภาพในวันที่ 10 เม.ย.2507 สิริอายุ 81 ปี 60 พรรษา
ตลอดชีวิตท่านสร้างวัตถุมงคลเป็นเหรียญรูปเหมือนไว้เพียง 2 รุ่น

รุ่นแรกเป็นเหรียญเสมาครึ่งองค์ สร้างขึ้นเมื่อปี 2502 เป็นเนื้อทองแดง แล้วนำไปกะไหล่เงิน ต่อมาแจกจนหมด จึงปั๊มเหรียญขึ้นมาอีก แต่ได้นำไปกะไหล่ทองแทน จำนวนรวมทั้งสิ้น 5,000 เหรียญ โดยปลุกเสกเดี่ยวตลอดไตรมาส
ลักษณะเป็นรูปทรงเสมา หูในตัว ด้านหน้าตรงกลางเป็นรูปเหมือนพระเมตตาวิหารีเถรครึ่งรูป ด้านล่างเป็นอักษรไทยนูนว่า “พระเมตตาวิหารีเถร” ขอบโดยรอบแกะเป็นลายกนกงดงาม
ด้านหลังเป็นหลังเรียบ ตรงกลางเป็นยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ ด้านล่างเป็นอักษรไทยตัวนูนว่า “เจ้าอาวาสวัดคูหาสวรรค์ ธนบุรี”
ส่วนเหรียญรุ่นที่ 2 คณะศิษย์สร้างถวาย เมื่อปี พ.ศ.2506 เป็นเหรียญรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเต็มองค์ เนื้ออัลปาก้า จำนวน 1,000 เหรียญ