คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
หน้าที่ผู้แทนประชาชน – น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการรวบรวมรายชื่อส.ส.ของพรรคก้าวไกล เพื่อเสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112
ซึ่งหลังจากที่เป็นข่าวออกมา ก็เกิดปฏิกิริยาต่อเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง
ทั้งจากในพรรคก้าวไกลเอง ที่มีส.ส.ของพรรคก้าวไกลบางคนคัดค้าน พร้อมประกาศไม่ร่วมลงชื่อ รวมทั้งท่าทีของพรรคอื่นๆ อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112
พร้อมตั้งคำถามว่ามาตรานี้ไป หนักหัวบิดา หรือมารดาใคร!??
ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิทธิในการแสดงออกที่ทำได้ ทั้งในรูปแบบของพรรคและส่วนบุคคล
คงไม่มีใครไปก้าวล่วง
แต่ในฐานะที่เป็นส.ส. เป็นพรรคการเมือง ที่ประกาศทำงานเพื่อประชาชน ต้องตอบให้ได้อีกข้อ ก็คือ มาตรา 112 ที่ถูกใช้อยู่อย่างแพร่หลาย กับประชาชน นิสิต นักศึกษา เยาวชน เป็นเรื่องปกติในสังคมหรือไม่
เพราะหลายคนที่ถูกแจ้งข้อหา มีพฤติกรรมตามที่ถูกแจ้งข้อหา บางคนแค่โพสต์ข้อความในโซเชี่ยลมีเดีย บางคนเป็นเยาวชนแต่งกายตามแฟชั่น หรือ บางคนที่ใส่ชุดไทยออกไปเดินถนน
ยังไม่นับอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ออกมาตั้งคำถามเรื่องสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 เนื่องจากเป็นการใช้งบประมาณของประเทศ แถมยังมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนอย่างกว้างขวาง
ก็ถูกดำเนินคดีข้อหาม.112
ดังนั้นหากใครเห็นว่าทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ปกติที่สมควรเกิดขึ้น ย่อมมีปัญหาในเรื่องวิจารณญาณ
ที่สำคัญแม้ประชาชนจะแสดงออกเรียกร้องอย่างไร จุดสุดท้ายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามระบอบที่ถูกต้อง คือการพิจารณาของสภา
การที่ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ละเลย หรือมองไม่เห็นความสำคัญเช่นนี้ หรือขาดจิตสำนึกสาธารณะ ย่อมกลายเป็นคำถามว่ายังเหมาะสมในการทำหน้าที่อยู่หรือไม่
ทั้งนี้ทั้งนั้นประชาชนจะเป็น ผู้ตัดสินในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากไม่มีบัตรเขย่ง หรือสูตรนับคะแนนพิสดาร มาคอยช่วยเหลือ
ก็เตรียมตัวสูญพันธุ์ได้เลย!??