เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงอย่างยิ่งจริงๆ สำหรับเนื้อหาการอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่พุ่งตรงไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ถึงประเด็น ‘ส.ว.ทรงเอ’ ที่มีชื่อพัวพันกับขบวนการสีเทาฝั่งเมียนมา ถึงขั้นเคยถูกศาลอนุมัติหมายจับก่อนเปลี่ยนเป็นหมายเรียกในเวลาต่อมา
ที่หนักหนาประเด็นแรก ก็คือปฏิเสธไม่ได้เลยว่า 250 ส.ว.ที่ดำรงอยู่ในเวลานี้นั้น ล้วนผ่านมือ ผ่านตาพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารมาแล้วทั้งนั้น
แถมยังทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ยกมือโหวตให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เมื่อปี 2562 แบบ 100 เปอร์เซ็นต์
การตรวจสอบประวัติต่างๆ จึงมีความสำคัญ ซึ่งสุดท้ายเมื่อพบว่ามีเรื่องราวมัวหมอง ย่อมสะท้อนถึงการทำงานของคณะรัฐประหารในขณะนั้นเองว่าย่อหย่อนเพียงใด
ซ้ำร้ายไปกว่านั้นหากตรวจสอบแล้ว รู้แล้วว่ามีความประพฤติเช่นไร การโอบอุ้มให้มาเป็นส.ว. กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ย่อมเลวร้ายยิ่งกว่า
ประเด็นต่อมาก็คือการพาดพิงว่า ‘ส.ว.ทรงเอ’ เป็นเจ้าของอาคารที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นสมาชิก และจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียง 1 เดียว
ย่อมสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เกิดการตั้งคำถามว่าทำไมพรรคการเมืองแห่งนี้ถึงไปพัวพันกับคนที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันคดีสีเทา
การชี้แจงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำตามกฎหมาย เช่าอาคารมาถูกต้อง หรือไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เหล่านี้แม้จะพูดออกมาได้
แต่ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมือง ความรับผิดชอบต่อจริยธรรมคุณธรรม ที่นักการเมืองผู้เสนอตัวเป็นผู้แทนประชาชนพึงมีไม่ได้
และจะกลายเป็นปัญหาจริงๆ หากคนสงสัยตั้งคำถามว่าสรุปแล้วพรรครวมไทยสร้างชาติ กับขบวนการสีเทาข้ามชาติ มีความเกี่ยวพันกันหรือไม่อย่างไร
รวมทั้งที่ราคายาบ้าถูกลงอย่างหนัก หาง่ายอย่างมาก ในรัฐบาลที่อ้างเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก
มันจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!??
เรื่องนี้จึงเสมือนเป็นระเบิดเวลาของพล.อ.ประยุทธ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติ
ถ้าตัดชนวนไม่ดี เก็บกู้ไม่เป็น โอกาสระเบิดแหลกเป็นจุณทั้งพรรค
ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี!!!!
รุก กลางกระดาน