น่าประหลาดใจอย่างมาก ที่จู่ๆ แนวคิดเรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็ถูกจุดประเด็นขึ้นมา
ทั้งๆ ที่ประชาชนเพิ่งมีมติเลือกพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจนชนะการเลือกตั้ง
ก้าวไกลได้ 151 เสียง และเพื่อไทยได้ 141 เสียง รวมแล้วมีถึง 292 เสียง เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร
ขณะนี้ทั้งสองพรรคกำลังจับมือกันตั้งรัฐบาล โดยรวมพรรคขนาดเล็กได้อีก 20 เสียง ทำให้มีส.ส.รวม 312 เสียง ซึ่งแข็งแกร่งเพียงพอ
แต่เพราะความแปลกประหลาดของรัฐธรรมนูญฉบับมรดกเผด็จการที่ให้อำนาจวุฒิสมาชิกมาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย ทำให้เกิดอุปสรรคขึ้น
เพราะที่มีอยู่คือ 376 เสียง ไม่พอกึ่งหนึ่งของรัฐสภา
จู่ๆ นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา จุดพลุเรื่องรัฐบาลแห่งชาติขึ้น
โดยที่ผ่านมา มีจุดยืนไม่ไม่ลงมติให้พรรคก้าวไกลและนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ อ้างข้องใจการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ทั้งๆ ที่เอ็มโอยูที่ทั้ง 8 พรรคการเมืองร่วมกันเซ็น ก็ไม่ได้มีประเด็นนี้แล้ว
นายจเด็จ ระบุว่ามีแนวคิดที่อยากเสนอเรื่องนี้ในชั้นกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ในฐานะที่เป็นรองประธานกมธ.คณะนี้
อ้างว่าสิ่งที่ตอบโจทย์การเมืองได้ตอนนี้คือรัฐบาลแห่งชาติ โดยแต่ละพรรคมาร่วมทำงานเพื่อบ้านเมือง สร้างความแข็งแกร่ง โมเดลคือให้ทุกพรรคนำส่วนที่ดีมาทำงานร่วมกัน ประสานประโยชน์ พุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงของชาติ
ทุกพรรคมาร่วมเป็นรัฐบาล รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐด้วย โดยนำข้อดีของแต่ละพรรคมาจัดทำเป็นนโยบายบริหารประเทศ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ไม่ขัดแย้งหรือปัญหาใดๆ อีกทั้งข้อเสนอนี้อาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
นายจเด็จกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องให้เกิดความขัดแย้ง หรือรอให้เกิดการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม หากห้ามก็งดใช้ เชื่อว่ามีหนทางทำได้ อยู่ที่จะทำหรือไม่
แนวคิดนี้ ไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับระบอบประชาธิปไตยอะไรเลย นอกจากการเปิดทางให้มีนายกฯ คนกลาง ซึ่งเป็น “ใคร” นั้น สังคมมองออก
เพียงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ พูดออกไป ก็ยิ่งรู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่?
เภรี กุลาธรรม