ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อาจารย์และนักกฎหมายมหาชน ในฐานะที่ประชุมมหาเถรสมาคม โพสต์ข้อความว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 21 ก.ค. เห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการลงนิคหกรรม คือการวินิจฉัยตัดสินโทษพระภิกษุที่กระทำผิด และว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ
การกล่าวหาอธิกรณ์ว่าพระภิกษุกระทำผิดพระวินัย อาศัยพยานหลักฐานตามกฎดังกล่าว คือพยานบุคคลและพยานเอกสารเป็นสำคัญ
โดยเฉพาะความผิดฐานเสพเมถุนธรรม ที่ทำให้ขาดจากภิกขุภาวะด้วยเหตุปาราชิกนั้น ยากต่อการหาพยานหลักฐานที่แน่ชัด
ซ้ำยังกำหนดกระบวนการให้พิจารณาชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา ทำให้กว่าที่จะปรากฏผลสุดท้ายต้องใช้เวลานานแรมปี
กรณีนี้ มีการใช้อย่างเป็นระบบครั้งแรกกับกรณียันตระ อมโร โดยฟ้องนิคหกรรมชั้นต้นที่ จ.นครศรีธรรมราช
ปรากฏว่าประสบปัญหาอย่างมาก เจ้าคณะผู้ปกครองชั้นต้น ไม่มีความรู้ความเข้าใจกับกระบวนการนิคหกรรม การพิจารณาจึงเป็นอย่างล่าช้า
จนกระทั่งเป็นที่ยุติลง เพราะยันตระ ยอมเปลื้องผ้ากาสายะไปนุ่งเขียว ห่มเขียว และหลบลี้หนีไปอยู่ต่างประเทศจนกระทั่งหมดอายุความ
อาจารย์ธงทองระบุปัจจุบันนี้ พยานหลักฐานที่เป็นไปตามยุคสมัยเช่น คลิปวิดีโอ การตรวจสอบข้อมูลจากการสนทนาทางโทรศัพท์และอื่นๆ เป็นข้อมูลที่ไม่ยากเกินกว่าที่จะเข้าถึงได้
หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นพยานหลักฐานเหล่านั้นมิได้สร้างขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งรังแกผู้หนึ่งผู้ใด พยานหลักฐานเหล่านั้นย่อมมีความชัดเจนเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อชี้ขาดอธิกรณ์ได้โดยไม่ชักช้า เป็นเวลาสมควรอย่างยิ่งที่จะมีการแก้ไขกฎมหาเถรสมาคมในเรื่องนี้
ข้อใหญ่ใจความที่แก้ไขเพิ่มเติมคือ หากปรากฏหลักฐานที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานที่ได้มาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับมาจากแหล่งอื่นใดก็ดี
ต้องนำเสนอเรื่องนั้นพร้อมพยานหลักฐานให้พระสังฆาธิการเจ้าคณะผู้ปกครองพิจารณาชี้ขาด!!!
เภรี กุลาธรรม