สังคมการเมืองหลายฝ่ายจับตาอัยการจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่

ภายหลังศาลอาญา ชั้นต้น มีคำพิพากษายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โดยให้เหตุผลสำคัญว่าพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์คือ คลิปวิดีโอที่มีเพียงบางส่วนของบทสัมภาษณ์ ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าเป็นของจริงหรือผ่านการตัดต่อ

อีกทั้งเนื้อหาคำพูดในคลิปดังกล่าว ไม่ได้ระบุถึงพระมหากษัตริย์โดยตรง

ศาลจึงยกผลแห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักกฎหมายอาญา

ประเด็นที่ตามมาทันทีคือ โจทก์ในคดีซึ่งก็คือพนักงานอัยการจะใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่

เพราะแม้จะมีสิทธิตามกฎหมาย แต่การยื่นอุทธรณ์จำเป็นต้องมี “น้ำหนัก” ทั้งทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

นักวิชาการกฎหมายให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า ในแง่ข้อกฎหมาย การอุทธรณ์ต้องชี้ให้เห็นว่าศาลชั้นต้นพิจารณาคดีผิดพลาด

ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน การตีความบทบัญญัติกฎหมายคลาดเคลื่อน หรือมีข้อเท็จจริงบางประการที่อาจนำไปสู่คำพิพากษาแตกต่างจากเดิม

อย่างไรก็ดี ในคดีนี้ศาลได้วางเหตุผลไว้ค่อนข้างชัดเจน และดูเหมือนจะครบถ้วนในระดับที่อาจยากต่อการโต้แย้ง

ในทางกลับกันหากอัยการตัดสินใจยื่นอุทธรณ์โดยไม่มีพยานหลักฐานใหม่ หรือข้อกฎหมายที่หนักแน่นเพียงพอ

อาจส่งผลย้อนกลับไม่เพียงต่อภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรม แต่อาจกระทบต่อความชอบธรรมในการบังคับใช้กฎหมายที่เปราะบางอย่างมาตรา 112 ด้วย

สิ่งที่สังคมควรตระหนักคือ คดีลักษณะนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการตีความกฎหมาย หรือการวางบทบาทของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หากแต่ยังสะท้อนถึงมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม จะยืนอยู่บนหลักแห่งพยานหลักฐานอย่างแท้จริง หรือจะถูกกำหนดโดยกระแสทางการเมืองหรือความกดดันของสังคม

ท้ายที่สุดการจะอุทธรณ์หรือไม่ จึงไม่ใช่เพียงการ “ใช้สิทธิ” เท่านั้น

แต่เป็นการใช้อำนาจภายใต้ความรับผิดชอบ ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ที่จะนำคดีเข้าสู่ชั้นอุทธรณ์

โดยเฉพาะเมื่อคำพิพากษาชั้นต้น มิได้มีข้อบกพร่องชัดแจ้ง ทั้งในด้านข้อเท็จจริงและเจตนาแห่งการกระทำความผิด

การตัดสินใจของอัยการในครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า

อัยการจะเลือกใช้อำนาจตามกระแส หรือจะยืนอยู่บนพื้นฐานหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน