ตร.ดำเนินคดี-4ข้อหา หมอเตือน‘กินอึ-ดื่มฉี่’ ทั้งเชื้อโรค-พยาธิเพียบ พระพยอมชูคำพุทธ-ติง แต่สาวกยังเชื่ออภินิหาร
‘พระบิดา’โล่งศาลให้ประกันเจ้าลัทธิ กินอึ-ดื่มฉี่สำนักรักษาโรคพิลึก ผวจ.ชัยภูมิสั่งอายัด 11 ศพ ตรวจดีเอ็นเอ-สาเหตุการเสียชีวิต สั่งรื้อถอนสำนักออกจากที่สาธารณะ หมอเตือนอุดมไปด้วยเชื้อโรค-พยาธิ จิตแพทย์ชี้ความเชื่อที่ขาดหลักเหตุผลเข้าข่ายงมงาย ‘พระพยอม’ แนะญาติโยมยึดคำสอนพุทธองค์ ขณะที่ญาติยังเชื่อมีอภิญญาฌานหยั่งรู้
เมื่อวันที่ 9 พ.ค. นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ชัยภูมิ มีคำสั่งให้พ.ต.อ.วัฒนชัย จันทาทุม ผกก.สภ.คอนสาร นำกำลังตำรวจ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อส. และ เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารสุขจังหวัด (สสจ.) เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักปฏิบัติธรรมปลัด ตั้งอยู่กลางทุ่งนาในพื้นที่ ม.2 ต.ดงกลาง อ.คอนสาร หลัง หมอปลา มือปราบสัมภเวสี หรือนายจีรพันธ์ เพชรขาว พร้อมพ.ต.อ.วัฒนชัยเข้าตรวจสอบ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนว่า มีการกักขัง ผู้มาปฏิบัติธรรมและรักษาโรคโดยวิธีการแบบแปลกประหลาดไม่ถูกสุขลักษณะ
นายไกรสรเผยว่า สถานที่แห่งนี้เปิดเป็นสำนักลักษณะเป็นลัทธิความเชื่อในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรักษาโรคตามคำกล่าวอ้าง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจากมีประชาชนร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากนายจีรพันธ์ว่า มารดาเข้าไปรักษาในสำนักแห่งนี้แล้วหายตัวไป อยากให้มาช่วยเหลือนำตัวกลับออกมา เนื่องจากตั้งแต่เข้าไปปฏิบัติธรรมปรากฏว่ามารดามีพฤติกรรมแปลกประหลาดคล้ายถูกล้างสมอง
อาศรมแห่งนี้มีเจ้าสำนักที่สาวกเรียกว่า พระบิดา อ้างว่าเป็นพระบิดาของทุกศาสนามีความสามารถในการรักษาโรคภัยเป็นผู้สร้างโลกและยังสอนให้ลูกศิษย์ที่อาศัยในอาศรมแห่งนี้กว่า 30 ชีวิต ปฏิบัติกิจแปลกๆ เช่น กินคราบเหงื่อไคล ขี้ไคล ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย เสมหะ และก้นบุหรี่ของพระบิดา ทุกคนทำตามเพราะเชื่อว่าเป็นพระโอสถ สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ รวมถึงโรค โควิด-19 นอกจากนี้ลูกศิษย์ยังนำดินโคลน อุจจาระ และปัสสาวะของพระบิดาที่ขับถ่ายทิ้งไว้มาพอกตัว อ้างว่าสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้โดยไม่ต้องไปหาหมอ
จากการเข้าตรวจสอบภายในสำนักพบนายทวี หนันรา อายุ 75 ปี ชาว ต.โนนสะอาด อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น อ้างตัวว่าเป็นพระบิดาผู้เป็นใหญ่สูงกว่าของทุกศาสนา ยังให้ลูกศิษย์กินปัสสาวะ กินเสมหะ กินอุจจาระ รวมถึงขี้ไคลเป็นยารักษาโรค นอกจากนั้นยังพบร่างผู้เสียชีวิตถึง 11 ราย หนึ่งในนั้นเป็นมารดาของนายทวีบรรจุใส่โลงเก็บไว้ภายในสำนักฤๅษี อ้างเพื่อรอขึ้นสวรรค์ ขณะที่ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบในสำนักฤๅษีลูกศิษย์กว่า 50 คน แจ้งว่าไม่สามารถนำใบยืนยันการเสียชีวิตมาให้ดูได้ 5 ราย จากที่พบทั้งหมด 11 ราย เบื้องต้นทางตำรวจเชิญตัวออกจากสำนักสอบสวนที่ สภ.คอนสาร ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนต่อต้านของลูกศิษย์ที่ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่นำตัวชายสูงอายุคนดังกล่าวออกไปจากสำนักฤๅษีดังกล่าว ต้องใช้เวลาพูดคุยอยู่นานหลายนาที

อายัดศพ – กู้ภัยเคลื่อนย้าย 11 ศพถูกอายัดจากสำนักฤๅษีลัทธิพิลึกในอ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ไปตรวจสอบดีเอ็นเอและชันสูตรเหตุการตาย ส่วนเจ้าลัทธิถูกคุมตัวไปฝากขังศาล และได้ประกันตัว เมื่อวันที่ 9 พ.ค.
“เบื้องต้นแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ทั้งฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ หลังพบคนในสำนักไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยพร้อมพิจารณาข้อกฎหมายอื่นๆ เพื่ออายัดศพทั้ง 11 ศพ ส่งไปตรวจชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่ถูกต้องและพิจารณาในข้อกฎหมายบุกรุกพื้นที่สาธารณประโยชน์ ที่ทาง อบต.พื้นที่ และนายอำเภอคอนสารจะดำเนินการแจ้งให้ผู้บุกรุกเร่งรื้อถอนโดยเร็ว หากไม่รื้อเองทางเจ้าหน้าที่มีขั้นตอนที่จะเข้ารื้อให้ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป ส่วนตัวแล้วไม่เคยทราบมาก่อนว่าในพื้นที่แห่งนี้มีสำนักปฏิบัติธรรมประหลาดแบบนี้ เพราะเพิ่งย้ายมารับตำแหน่งได้ไม่นาน และจะดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในกรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับพระบิดา หากมีมูลความผิดจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายที่พบทั้งหมดเพิ่มเติมต่อไป” ผวจ.ชัยภูมิ กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่หน้าสภ.คอนสาร สถานที่ควบคุมตัวนายนทีเจ้าสำนักฤๅษีลัทธิพิลึกมีญาติลูกศิษย์ที่เป็นสาวกบางส่วนนับ 10 คน ไปรอเฝ้าอยู่หน้าโรงพัก เจ้าหน้าที่ต้องจัดกำลังห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกเข้มงวดป้องกันเกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยพนักงานสอบสวนคุมตัวส่งฝากขังต่อศาลจังหวัดภูเขียว พร้อมคัดค้านการประกันตัว ส่วนร่างของ ผู้เสียชีวิต ทั้ง 11 ศพ มอบให้จนท.อาสากู้ภัยฯ นำไปเก็บไว้ที่สุสานมูลนิธิกู้ภัยชุมแพ เพื่อรอตรวจสอบดีเอ็นเอ และหลักฐานจากญาติก่อนมอบให้นำไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป
ล่าสุด เมื่อช่วง 22.00 น. พ.ต.อ.วัฒนชัย จันทาทุม ผกก.สภ.คอนสาร เผยว่าศาลให้ประกันตัวนายทวี ด้วยวงเงินจำนวน 5 หมื่นบาท พร้อมกันนี้ยังมีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ ชาวบ้านในอำเภอคอนสาร นำเอกสารเพื่อยืนยันการต่อต้านลัทธิความเชื่อประหลาด ถึงนายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ชัยภูมิ มีนาย ชาญชัย ศรศรีวิชัย รองผวจ.ชัยภูมิ เป็นตัวแทนรับมอบ หลังชาวบ้านส่วนหนึ่งไม่ศรัทธากับลัทธิดังกล่าว พร้อมกับถือป้ายขับไล่ลัทธิดังกล่าวออกจากพื้นที่ พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธินี้ต่อไปอีกด้วย
วันเดียวกัน ที่บ้านเลขที่ 79 ม.1 ต.โนนสะอาด อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น บ้านเกิดของนายทวี พบว่าบ้านถูกปิดล็อกไม่มีคนอยู่บ้าน นางจันทา แสนเหลา อายุ 68 ปี และนายสมพงษ์ แสนเหลา อายุ 75 ปี อาและอาเขยของนายทวีเผยว่า ปกติบ้านหลัง ดังกล่าวมีครอบครัวน้องชายของนายทวีพักอาศัย แต่หลังจากมีข่าวตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. น้องชายของนายทวีเดินทางไปยังจ.ชัยภูมิทันที
นายสมพงษ์กล่าวว่า เพิ่งทราบเรื่องจากข่าวเมื่อคืน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปที่สำนักของฤๅษีทวี ช่วงที่มาเป็นอาเขยและสร้างบ้านอยู่ตรงข้ามบ้านไม่เห็นนายทวีอยู่บ้านแล้ว ทราบว่าไปทำงานที่กรุงเทพฯ ต่อมาบวชพระที่ อ.ชุมแพ โดยมีแม่ของนายทวีเป็นโยมอุปัฏฐากคอยดูแลช่วงที่เป็นพระสงฆ์ห่มเหลือง กระทั่งผ่านไปประมาณ 4 ปี ทราบว่าเปลี่ยนมาห่มผ้าฤๅษีและมีสำนักอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ
“ผมเคยไปที่สำนักเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนช่วงนั้นยังไม่มีการกินอุจจาระหรือของเสียจากร่างกายตามที่ปรากฏในข่าว เห็นเพียงโอ่งน้ำหมักที่ทำจากผลไม้ไว้ให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาดื่มกินเท่านั้น บางคนหายบางคนก็ไม่หายแล้วแต่คน และลูกศิษย์ลูกหาส่วนใหญ่อยู่ทางภาคกลาง แถวบ้านจะไม่ค่อยมี ส่วนตัวเชื่อในเรื่องของฤๅษีที่สามารถเข้าฌานหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ แต่ไม่เชื่อเรื่องการกินของเสียของร่างกายแล้วจะรักษาโรคภัยต่างๆ ได้ เพราะก่อนหน้านี้ฤๅษีทวีเคยทำนายและแก้มนต์ดำให้ชาวบ้านในพื้นที่หลายคนจนมีชื่อเสียงทั้งที่อยู่ที่สำนัก แต่หยั่งรู้หมดมองเห็นสิ่งของต่างๆ ในบ้านทักท้วงได้หมดเหมือนมองเห็นจริงๆ ผมก็เชื่อในเรื่องนี้ และตอนที่หมอปลากับเจ้าหน้าที่เข้าไปนั้นเชื่อว่าฤๅษีจะรู้ล่วงหน้าแต่ไม่หนี” นายสมพงษ์กล่าว
ด้านนางจันทากล่าวว่า ปกตินายทวีพักอาศัยอยู่กับน้อง กระทั่งไปบวชเป็นพระและไปเป็นฤๅษีเปิดสำนักที่ จ.ชัยภูมิ แต่ไม่ทราบอะไรมากเพราะไม่ได้สุงสิงกันขนาดที่รู้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เห็นนายทวีอยู่บ้านก็ไม่เห็นมีความผิดปกติใดๆ เป็นคนนิสัยดีชอบช่วยเหลือคน กระทั่งเมื่อคืนทราบข่าวจากญาติโทรศัพท์มาบอกว่าหลานถูกจับตามในข่าว ส่วนตัวไม่มีความเห็นในเรื่องที่ให้ชาวบ้านกินของเสียจากร่างกาย ตอนนี้ญาติกำลังเดินทางไปที่ จ.ชัยภูมิ อาจจะไปขอรับศพแม่ของหลานมาประกอบพิธีทางศาสนาที่ขอนแก่น
วันเดียวกัน พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี กล่าวถึงประเด็นลัทธิพระบิดาหรือลัทธิกินฉี่กินขี้ไคลว่า เห็นภาพข่าวแล้วแทบจะอาเจียนออกมาเลย ไม่นึกว่าจะเกิดแบบนี้ในเมืองไทย พระที่อยู่ใกล้ๆ กับสำนักนี้ ทำอะไรกันอยู่ ความเชื่อนี้มันประหลาด พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสไว้ว่า ศรัทธาต้องสัมปยุตด้วยปัญญา เพราะถ้าไม่สัมปยุตด้วยปัญญาแล้วจะพาเข้ารกเข้าพง แล้วถ้าเจ้าสำนักนี้ไปชวนฆ่าตัวตายขึ้นมาคนพวกนี้ อาจ พร้อมทำตามเหมือนลัทธิฆ่าตัวตายที่ญี่ปุ่น อันตรายมาก
“อาตมาขอฝากเตือนญาติโยมว่าจะนับถือเชื่อศรัทธาอะไร ขอให้สัปยุตด้วยปัญญาเอาสมองติดเครื่องกรองหน่อยว่าของเหล่านี้ถ้ามันดีจริง ป่านนี้วงการแพทย์คงจะล่มสลายไปหมดแล้ว จะเชื่ออะไรศรัทธาอะไรขอให้คร่ำครวญถึงความเป็นไปได้ คิดตามหลักของพระพุทธเจ้าสักนิดนึงคือไม่ต้องรีบรับและไม่รีบปฏิเสธ เพราะบางอย่างถ้ารีบรับไปแล้วเป็นสิ่งไม่ดีก็ซวยไป ถ้ารีบปฏิเสธแล้วสิ่งนั้นเป็นสิ่งดีเราก็เสียโอกาส ให้ดูว่าสิ่งนั้นเป็นไปได้ สิ่งไหนเป็นโทษ สิ่งไหนเป็นคุณ อย่างเสลดกับน้ำลายเป็นแหล่งของเชื้อโรคแล้วทำแบบนั้นเพื่ออ้างการรักษา มันขัดแย้งย้อนแย้งกันในตัว สวนทางความเป็นจริง ขอให้เชื่ออย่างมีหลักการเทียบเคียง ตรึกตรอง” พระพยอมกล่าว
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวในหลักวิทยาศาสตร์ว่า ปกติในอุจจาระปัสสาวะของคนเราเป็นของเสียที่ถูกขับออกมา ในอุจจาระมีเชื้อโรค แบคทีเรีย พยาธิ และเชื้อรา ส่วนปัสสาวะแม้จะผ่านการกรองจากร่างกาย แต่ไม่สมควรดื่มอยู่ดี ปกติคนที่มีโรคหรือมีการติดเชื้อทางเดินทางอาหาร การรับประทานอุจจาระจะได้รับเชื้อโรคจากอุจจาระได้ สำหรับคนที่รับประทานทั้งอุจจาระ ปัสสาวะ เสมหะ หรือหนองเข้าไปแล้วรู้ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรบริโภค
ขณะที่นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ความเชื่อกินอุจจาระปัสสาวะเป็นความเชื่อที่ขาดหลักเหตุผลเข้าข่ายงมงาย สาเหตุเกิดจากคนมี 3 ภาวะที่เป็นสาเหตุ คือ 1.มีความทุกข์มาก 2.วัฒนธรรมความเชื่อเฉพาะถิ่น มีไสยศาสตร์มาเกี่ยวข้อง และ 3.อิทธิพลจากเพื่อนหรือคนรอบข้างเป็นแรงเสริม ถ้ามี 3 อย่างนี้จะถือว่าเป็นความเชื่อที่เป็นความงมงายที่รุนแรง ยิ่งมีการรวมกลุ่มกันยิ่งเป็นการเสริมความเชื่อซึ่งกันและกันให้เกิดการสนับสนุนความเชื่อซึ่งกันและกัน วิธีการสลายความเชื่อต้องมีการสลายกลุ่ม โดยเจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือดูแล
“ความเชื่อที่งมงายแบบนี้มีความหลงผิดเข้ามามีส่วนร่วม โดยอาจเป็นคนที่หลอก ให้เชื่อ หรือคนที่ถูกหลอกก็มีความหลงผิด ดังนั้นเมื่อรัฐเข้ามาจัดการก็อาจนำคนเหล่านี้มาบังคับบำบัดรักษาได้ แต่หากไม่แล้วโดยปกติคนเหล่านี้ไม่ได้ก่อเรื่องเดือดร้อนรำคาญ ก็จะไม่ถูกจับหรือนำตัวเข้ามาบำบัดรักษา หากมองเรื่องนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันนี้ที่จะได้นำเข้าสู่กระบวนการรักษา” นพ.ยงยุทธกล่าว