สกัดฝุ่นพิษเหนือ จุดความร้อนพุ่ง
เชียงใหม่ยังสำลักฝุ่นพิษ พบความร้อนถึง 220 จุด มากสุดอำเภอฮอด คุณภาพอากาศแย่อันดับ 16 ของโลก ผู้ว่าฯ ประกาศให้รางวัล 1 หมื่นบาท แก่ผู้แจ้งเบาะแสเผาป่า ขณะที่ลำปางก็ยังหนัก ขอความร่วมมือประชาชนงดเผา แม่ฮ่องสอนยังเกิดไฟป่ารอบตัวเมือง จุดความร้อนเพิ่มขึ้น ทัศนวิสัย มองเห็นแย่ ส่วนพะเยาก็มีไฟป่าหลายจุด หมอกควันพิษปกคลุมกว๊านพะเยาจน มองไม่เห็น ปภ.เตือน 62 จังหวัด รวมทั้งกทม. ระวังฝนหนัก ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ จากนั้น 14-17 ก.พ. อุณหภูมิลด 3-5 องศาฯ สาเหตุความกดอากาศสูง จากจีนแผ่ปกคลุมลงมา
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. สถานการณ์ฝุ่นควันและคุณภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ ยังคงน่าเป็นห่วง ต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไฟไหม้ป่าในพื้นที่ อ.ฮอด ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การตรวจคุณภาพอากาศในตัวเมืองเชียงใหม่อยู่ในระดับดี ถึงปานกลาง แต่พื้นที่ อ.แม่แจ่ม อ.เชียงดาว และอ.ฮอด ปรากฏว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมโครน หรือพีเอ็ม 2.5 และดัชนีคุณภาพอากาศสูงเกินค่ามาตรฐาน จนอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นปัญหารุนแรงต่อเนื่องมานานกว่าสัปดาห์แล้ว เนื่องจากปัญหาไฟไหม้ และยังไม่สามารถดับได้หมด ตรวจพบจุด ความร้อน หรือฮอตสปอตมากถึง 220 จุด ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ มากสุดที่ อ.ฮอด 53 จุด
นายศุภฤกษ์ เลิศลักษณ์ศิริกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติออบหลวง อ.ฮอด ออก คำสั่งห้ามประชาชนเข้าไปในเขตป่าพื้นที่ อุทยานฯ จนถึงวันที่ 30 เม.ย. ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท หากพบการจุดไฟเผาไร่ หรือสวน แล้วเพลิงลุกลามเขต อุทยานฯ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000-2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.เชียงใหม่ ประกาศให้รางวัลผู้ชี้เบาะแสการลอบเผาป่าจนไปสู่การจับกุมดำเนินคดี เป็นเงินสด 10,000 บาท เพื่อลดหมอกควันจากการลอบเผา แจ้งเบาะแสได้ที่นายอำเภอ หัวหน้าอุทยานฯ และผู้นำท้องถิ่น

ฮ.ดับไฟ – เฮลิคอปเตอร์ของปภ. นำน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่จอก อ.เมืองเชียงใหม่ ไปดับไฟป่าที่ลุกไหม้ในหลายพื้นที่รอบ อ.เมืองเชียงใหม่ ขณะที่ค่าฝุ่นพิษเกินมาตรฐานติดอันดับโลก เมื่อ วันที่ 12 ก.พ.
ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ไอคิวแอร์ดอตคอม ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศจากทั่วโลก ระบุเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 12 ก.พ. จ.เชียงใหม่มีดัชนีคุณภาพอากาศเกิน ค่ามาตรฐาน อยู่ในระดับที่มีผลกระทบ ต่อทุกคน และถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 16 ของเมืองหลังที่มีมลพิษอากาศสูงสุด ในโลก ซึ่งสูงกว่ากรุงเทพฯ ที่อยู่อันดับที่ 53 ของโลก
ส่วน จ.ลำปาง ตรวจพบจุดความร้อน 200 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 113 จุด ป่าอนุรักษ์ 73 จุด พื้นที่ทางการเกษตร 1 จุด ชุมชนและอื่นๆ 7 จุด วัดค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 สูงสุดอยู่ที่ 124 มคก./ลบ.ม. ขณะเดียวกัน นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร ผวจ.ลำปาง นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และเรียกประชุมมีมติให้ตั้งด่านจุดตรวจ จุดสกัดบุคคลที่ต้องสงสัย บุคคลที่ไม่อยู่ในพื้นที่เพื่อป้องกันไฟป่า ขอความร่วมมือประชาชนงดเผาตั้งแต่ วันที่ 15 ก.พ. ถึงวันที่ 30 เม.ย. หากฝ่าฝืนจะดำเนินตามกฎหมายอย่างเข้มงวด
สำหรับ จ.แม่ฮ่องสอน ตรวจวัดค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ต.จองคำ อ.เมือง วัดได้ 73 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ส่วน อ.ปาย 105 มคก./ลบ.ม. เป็นผล สืบเนื่องจากไฟป่าเพิ่มขึ้น โดยดาวเทียมตรวจพบจุดไฟป่า หรือจุดความร้อน 173 จุด เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาตรวจพบเพียง 98 จุด โดยไฟป่าเกิดขึ้นรอบพื้นที่เมืองแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาด้านทิศตะวันตกของวัดพระธาตุดอยกองมู เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าเร่งระดมดับอย่างเร่งด่วนแล้ว และจากปัญหาหมอกควันส่งผลทัศนวิสัยการมองเห็นลดลงเช่นกัน กระทบต่อการบินพลเรือน
ขณะที่ จ.พะเยา ค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยัง เกินมาตรฐาน วัดได้ 103 มคก./ลบ.ม. ที่ ต.บ้านต๋อม อ.เมืองพะเยา เนื่องจากเกิด ไฟป่าหลายจุด ทั้งใน อ.เมืองพะเยา อ.ปง อ.เชียงคำ โดยเฉพาะในพื้นที่เขาสูง เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าระงับไฟได้ จึงทำให้สถานการณ์หมอกควันเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้กว๊านพะเยาแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดมีหมอกควันปกคลุม จนมองไม่เห็นอีกฝั่งของกว๊านพะเยา รวมทั้งวัดอนาลโยที่ตั้งอยู่บนดอยหลวง ทิศตะวันออกของกว๊านพะเยา มองไม่เห็นเช่นกัน หมอกควันปกคลุมถนน รวมทั้งจุดชมวิวแหล่งท่องเที่ยว
วันเดียวกันกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศแจ้งว่าบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากสาธารณรัฐประชาชนจีนระลอกใหม่ จะแผ่ลงมา ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเล จีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในช่วงวันที่ 14-17 ก.พ. ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในช่วงวันที่ 16-17 ก.พ. ทำให้มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงอาจมี ฟ้าผ่าในระยะแรกบริเวณประเทศไทย ตอนบน
จากนั้นอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง โดยบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส ส่วนภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาฯ โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ในช่วงวันที่ 14-17 ก.พ. ดังนี้ พื้นที่เฝ้าระวังฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังอุณหภูมิลดลงบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กอปภ.ก.จึงประสานแจ้ง 62 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพฯ รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชก แรง และอุณหภูมิลดลงในระหว่างวันที่ 14-17 ก.พ. โดยติดตามสภาพอากาศและแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบ ล่วงหน้า รวมถึงจัดเตรียมเครื่องมือเครื่อง จักรกลสาธารณภัย และทีมปฏิบัติการ เข้าประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมเผชิญเหตุ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที หากประเมินแล้วมีแนวโน้มจะเกิดสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ ให้จังหวัดดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด