สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคดีเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว. ซึ่งเป็นคดีทางการเมืองที่ทุกฝ่ายเฝ้าจับตามอง
โดยสำนักงานกกต.ระบุว่า กกต.ได้พิจารณารับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว แต่เนื่องจากสำนวนมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานบางส่วน ที่จำเป็นต้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา
ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาลงมติเป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ จึงกำหนดนัดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว. ในวันที่ 14 ก.ย.2569
นับเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่สังคมจะได้ทราบคดีฮั้วสว. จะเข้าสู่ชั้นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่ และกกต.จะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหากี่ราย
การลงมติคดีที่จะมีขึ้นนั้น นายณรงค์ รักร้อย 1 ใน 7 กกต. ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมกกต.พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค. และกกต.ทั้ง 7 คน นัดลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 ก.ย.
นายณรงค์ยืนยันการลงมติจะต้องมีเหตุผลประกอบอย่างรอบคอบ และในที่ประชุมก็ไม่มีการพูดคุยล่วงหน้าว่าจะชี้มูลกี่คน เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของกกต.แต่ละคน ที่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน
โดยจะเป็นลงมติเป็นรายบุคคล ว่าจะมีความเห็นการดำเนินการคดีกับใครบ้าง อย่างไร และจะส่งให้ศาลหรือไม่ จากนั้นจะนำมติดังกล่าวทำเป็นคำวินิจฉัย ว่าจะส่ง หรือไม่ส่งให้ศาลพิจารณาต่อ โดยต้องรอดูผลการลงมติจากกกต.ทุกคนก่อน
เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสำนวนและลงมติของกกต.ทั้ง 7 คน
คดีทุจริตการเลือกสว. ล่วงเลยมาเกิน 2 ปี กำลังจะมาถึงจุดสำคัญ ที่กกต.ทั้ง 7 คน จะพิจารณาว่าจะส่งสำนวนเข้าสู่ชั้นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อไต่สวนใครบ้างที่จะมีความผิด และใครบ้างที่ไม่เกี่ยวข้อง
สำหรับการพิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายของกกต. เป็นไปได้ 3 แนวทาง คือฟ้องศาลทั้ง 229 คนที่ถูกกล่าวหา ฟ้องบางราย และไม่ฟ้องเลยทั้ง 229 คน
แต่ด้วยคดีนี้ นอกจากพยานหลักฐานที่กกต.มีอยู่แล้ว ยังปรากฏหลักฐานสาธารณะมากมาย ทำให้หลายฝ่ายต่างก็รับรู้กันทั่วถึงความอื้อฉาว จึงเรียกร้องให้กกต.ส่งสำนวนเข้าสู่ชั้นศาลเท่านั้น ไม่ใช่ตัดตอนแค่ชั้นกกต.
ดังนั้น คดีนี้จะเป็นตัวพิสูจน์การทำหน้าที่ของกกต. จะสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม หรือไม่ ที่สำคัญจะฟื้นศรัทธา หรือจะก่อให้เกิดวิกฤตมากกว่าเดิม