พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ประกาศความพร้อมก้าวเข้าสู่ศึกเลือกตั้งปี 2569 ด้วยเป้าหมายท้าทายคือ ไม่น้อยกว่า 200 ที่นั่ง
ไม่เพียงสะท้อนความมุ่งมั่นทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางเดิมพันครั้งใหญ่ เพื่อฟื้นคืนอำนาจและศรัทธาในนามของพรรคที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคประชาธิปไตยหลังรัฐธรรมนูญปี 2540
เวทีเปิดตัวแคมเปญ “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” ไม่ใช่แค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการปลุกพลังสมาชิกพรรค สส. แกนนำ และมวลชนที่ยังศรัทธาในอุดมการณ์
แม้จะมีการเคลื่อนย้ายของบุคลากรไปยังพรรคอื่น แต่ภาพรวมที่ปรากฏในงาน คือความเหนียวแน่นของแกนนำหลักในภาคอีสาน เหนือ และกลาง ที่ยังยืนหยัดกับพรรค
น.ส.แพทองธาร แสดงบทบาทผู้นำทางการเมืองที่เติบโตจากการเรียนรู้และเผชิญหน้ากับวิกฤต เข้าใจบทเรียนจากอดีตทั้งด้านดีและร้ายของพรรค พร้อมชูธง “ยกเครื่องพรรค” ทั้งในเชิงโครงสร้าง อุดมการณ์ และกลยุทธ์
ประกาศชัดว่าการตัดสินใจทางการเมืองจากนี้ จะขึ้นตรงต่อหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารเท่านั้น เส้นทางลัด เส้นทางอ้อมจะหมดไป เหลือเพียงความโปร่งใส ตรงไปตรงมา
โมเดลโครงสร้างใหม่ของพรรค แบ่งการทำงานเป็นสี่เสาหลัก ได้แก่สำนักงานกิจการสภา ฝ่ายยุทธศาสตร์นโยบาย ฝ่ายสื่อสาร และสำนักเลขาธิการพรรค สร้างกลไกภายใน ให้รับฟังความคิดเห็นและถ่ายทอดนโยบายไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับการรับฟัง และการลงมือทำ
พร้อมโชว์วิสัยทัศน์ไปสู่ระดับประเทศด้วยการประกาศ “ยกเครื่องระบบราชการ” ที่มองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง
เพื่อไทยเตรียมเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยมุ่งสลัดภาพพรรคของตระกูล ไปสู่การเป็นสถาบันการเมืองที่ยืนหยัดด้วยอุดมการณ์ มากกว่าตัวบุคคล
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้ง ประกาศมั่นใจว่าเพื่อไทยจะกวาด สส.ได้ถึง 200 ที่นั่ง บวก-ลบร้อยละ 10 พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มพรรคประชาชนกระแสตก เปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยตีคืนพื้นที่เดิมกลับมา
เป้าหมาย 200 ที่นั่ง ไม่ว่าจะเป็นแค่การสร้างกระแส หรือเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่คำนวณมาอย่างรอบคอบ ฉายภาพให้เห็นว่าเลือกตั้งรอบหน้าคือเดิมพันครั้งสำคัญของเพื่อไทย หลังยุค “ทักษิณ” ความอยู่รอดของพรรคขึ้นอยู่กับศึกนี้
ปฏิบัติการ “ยกเครื่องเพื่อไทย” จะทำให้พรรคกลับมายิ่งใหญ่ได้หรือไม่ จุดชี้ขาดก็คือสามารถทำให้ประชาชนเชื่อถือเชื่อมั่นเหมือนยุคที่เคยรุ่งโรจน์ได้หรือไม่ แล้วประชาชนเป็นคนตัดสินผ่านการเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึง