ยศชนัน ลุยโคลนลงพื้นที่ปัว เร่งฟื้นฟูผู้ประสบภัย ชื่นชม ครูแนน-ทหารพราน ฮีโร่ช่วยชีวิต จ่อขอขยายวงเงินฉุกเฉินเป็น 100 ล้าน
เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ เดินลุยโคลนเข้าพื้นที่สำรวจความเสียหายและฟื้นฟูเขตชุมชนบ้านศิลาแดง (บ้านฝาย) ต.ศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน โดยตรวจเยี่ยมบ้านเรือนประชาชนทีละหลัง
เริ่มจากบ้านหลังแรก ซึ่งกระแสน้ำได้พัดทะลักเข้าไปในตัวบ้านและพัดพาเอาดินโคลนจำนวนมากเข้ามาทับถม ขณะที่ช่วงลงพื้นที่ยังคงมีกระแสน้ำไหลผ่านตัวบ้านอยู่ ถัดมาที่บ้านหลังที่ 2 พบว่าดินโคลนพัดเข้ามาบริเวณโดยรอบบ้านสร้างความเสียหายอย่างมาก แต่ส่วนพื้นที่อยู่อาศัยหลักยังคงปลอดภัย
จากนั้นเดินทางไปยังบ้านหลังที่ 3 ซึ่งเป็นบ้านของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ด้วยกันเพียง 2 คนตายาย สภาพบ้านได้รับความเสียหายอย่างหนักจากดินโคลนที่ทะลักเข้าไปถึงบริเวณที่อยู่อาศัย ทันทีที่รองนายกรัฐมนตรีเดินเข้าไปเยี่ยมเยียน คุณยายกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มว่า “โอ้ย…ตัวจริงหล่อจังเลย” พร้อมเปิดเผยความรู้สึกว่าดีใจมากที่ความช่วยเหลือเดินทางเข้ามาถึงพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้
ต่อมาที่บ้านหลังที่ 4 พบว่าสภาพบ้านชั้นล่างพังเสียหายทั้งหมด เต็มไปด้วยเศษไม้และดินโคลนหนาทึบ ชาวบ้านต้องย้ายขึ้นไปอาศัยอยู่บนชั้นสองชั่วคราว นอกจากนี้ ในบริเวณใกล้เคียงยังพบบ้านเรือนอีกหลายหลังที่ถูกกระแสน้ำและโคลนถล่มสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินภายในบ้านแทบทั้งหมด
จากนั้นนายยศชนันพร้อมคณะ เดินทางต่อไปยังบ้านของ ครูแนน ปวีณา การศรี ครูโรงเรียนในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดที่เผชิญมวลน้ำป่าไหลหลากเข้าปะทะอย่างรุนแรง จนบ้านและบริเวณรอบข้างเต็มไปด้วยโคลนและเศษซากกิ่งไม้ โดยครูแนนเล่าถึงนาทีชีวิตว่า กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางและไหลเชี่ยวกรากเข้ามาอย่างกะทันหัน จนร่างเกือบถูกพัดไปกับสายน้ำ ต้องกอดเสาบ้านไว้แน่นก่อนที่คุณพ่อจะโยนเชือกมาดึงตัวไว้ได้ทัน
เนื่องจากระบบแจ้งเตือนภัยยังมาไม่ถึงและสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด ครูแนนจึงตัดสินใจใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเอง เป็นกระบอกเสียงประสานงานขอความช่วยเหลือ ทำให้ทหารพรานจากกรมทหารพรานที่ 32 จำนวน 6 นาย ฝ่ากระแสน้ำเข้ามาช่วยเหลืออพยพกลุ่มเปราะบาง ทั้งคนชรา ผู้พิการทางการได้ยินและสายตา รวมกว่า 20 ราย ไปยังจุดปลอดภัยที่วัดป่าเมือดได้อย่างปลอดภัย
นายยศชนัน กล่าวชื่นชมความมีสติและความกล้าหาญของครูแนน พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหารพรานและผู้นำชุมชน โดยยกย่องให้ทุกคนเป็น “ฮีโร่ตัวจริง” ที่ทุ่มเทช่วยเหลือชีวิตประชาชนในสถานการณ์วิกฤต
นายยศชนัน กล่าวถึงมาตรการเร่งด่วนในการฟื้นฟูพื้นที่ว่า สั่งการให้นำเครื่องจักรหนักเข้ามาตักและดันดินโคลนออกจากชุมชนทันที เนื่องจากปริมาณดินโคลนหนาแน่นเกินกำลังคนจะรับไหว และได้ประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อขอขยายวงเงินทดรองราชการฉุกเฉินเป็น 100 ล้านบาท พร้อมเตรียมบูรณาการงบซ่อมแซมบ้านเรือนจาก ปภ. (ประมาณ 88,000 บาท) ร่วมกับงบสมทบจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ประมาณ 49,000 บาท) เพื่อเร่งจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 33 หลังคาเรือนที่เสียหายหนัก
ช่วงท้าย นายยศชนัน เดินสำรวจแนวร่องน้ำโดยรอบ พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะสั้น กลาง และยาวว่า รัฐบาลได้เตรียมขับเคลื่อนร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ การจัดการน้ำและโครงสร้าง – ผลักดันการสร้างฝายและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กถึงขนาดกลางในพื้นที่ตอนบนของอำเภอโซนเหนือเพื่อเป็นจุดชะลอและดักน้ำ ควบคู่ไปกับการขุดลอกลำน้ำน่านเพื่อเพิ่มความลึกในการรับน้ำ และก่อสร้างพนังกั้นน้ำในเขตเศรษฐกิจ
การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ – บูรณาการร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการจัดสรรที่ดินทำกิน (คทช.) โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้ประโยชน์ต้องร่วมปลูกป่าฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำเพิ่มเติม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
ยกระดับระบบเตือนภัยด้วยเทคโนโลยี – พัฒนาระบบเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือ (Cell Broadcast) ควบคู่กับระบบเตือนภัยอัตโนมัติเฉพาะจุด (GOI) เพื่อให้ส่งสัญญาณเตือนได้ทันทีตามค่าวิกฤตของความชื้นและปริมาณฝน โดยไม่ต้องรอการประมวลผลจากบุคคล พร้อมนำเทคโนโลยี One Map และระบบจำลองสถานการณ์น้ำ (Digital Twin / GIS) มาจัดทำฐานข้อมูลพิกัดความเสี่ยงและความลาดชัน เพื่อให้นักวิชาการและหน่วยงานหลักใช้สมการตัวชี้วัด (Indicator) เดียวกันในการแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำและทันท่วงทีในอนาคต




