วุฒิสภา คว่ำญัตติทำประชามติแก้รธน.ของฝ่ายค้าน อ้างยกร่างใหม่ ไม่ทำประเทศก้าวหน้า ใช้งบถึง 1.5 หมื่นล้าน ‘กิตติศักดิ์’ ขู่แตะหมวดหนึ่ง-สอง บ้านเมืองลุกเป็นไฟ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 ก.พ.2566 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน การพิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือ ไม่ให้ความเห็นชอบผลการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร ในญัตติขอให้ สภามีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควรจะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดําเนินการพร้อมรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณาญัตติขอให้สภามีมติสิ่งเรื่องที่มีเหตุสมควรจะให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ ครม.ดำเนินการ

นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะประธานกมธ. ชี้แจงว่า ตามที่สภาลงมติเห็นชอบกับญัตติที่มีสาระให้ส่งเรื่องต่อครม. เพื่อดำเนินการตามที่สภา มีมติในการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับความเห็นของประชาชนต่อการจัดการรัฐธรรมมนูญฉบับใหม่ พร้อมคำถามประชามติแนบท้าย คือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าประเทศไทยควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แทนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ฉบับปัจจุบัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน”นั้น

จากการศึกษาของกมธ. ชัดเจนว่า คำถามแนบท้ายดังกล่าว เป็นการถามประชามติในสิ่งที่มิได้ปรากฏในเนื้อหาของเรื่องที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ จึงอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ และมีลักษณะมุ่งตั้งคำถามเท่านั้น มิได้มีสาระสำคัญแสดงถึงข้อบกพร่องเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้ญัตติดังกล่าว อาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของการเสนอให้ครม. พิจารณาออกเสียงประชามติ

นายสมชาย กล่าวว่า กมธ.เห็นว่า การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามตินั้น น่าจะไม่ทัน เพราะการออกเสียงประชามติต้องทำ 3 ครั้ง โดยใช้งบทำประชามติครั้งละ 3,500 ล้านบาท และต้องเลือกตั้ง 2 ครั้ง คือการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ที่คาดว่าต้องงบ 5,000 ล้านบาท และต้องใช้งบเลือกตั้งส.ส.อีก 5,000 ล้านบาท ดังนั้น การทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจึงใช้เงินทั้งหมด 1.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ผลจากการทำประชาชนมตินี้ จะไม่ใช่เพียงแก้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ หรือล้มรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะร่างใหม่แบบไหนก็ได้ กระทบกับระบอบการปกครองของประเทศ

ทั้งนี้ มีส.ว.บางส่วนเห็นว่าไม่ควรเสนอญัตติดังกล่าวไปให้ครม. และคัดค้านการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกี่ยวข้องกับการทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าอย่างไร ที่ผ่านมามีแต่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเอง รวมทั้งต้องใช้งบจำนวนมาก ที่สำคัญคือ ไม่มั่นใจใน ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งว่าจะมีความพร้อม และองค์ความรู้มากเพียงพอที่จะร่างรัฐธรรมนูญที่ดีหรือไม่ อาทิ นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ส.ว.เห็นว่าเป็นญัตติที่เสนอมาอย่างไม่ถูกกาลเทศะ

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. เห็นว่า การที่นักการเมืองต้องการแก้เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ขึ้นชื่อว่าฉบับปราบโกง ตรงนี้หรือเปล่าที่นักการเมืองที่ทุจริต และโกงประเทศ กลัวจะถูกจับได้ และถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต จึงต้องการแก้ทั้งฉบับ โดยประชาชนไม่ได้อะไรเลย เป็นการแก้เพื่อนิรโทษกรรม ปลดโทษเพื่อทุจริตให้โกงกินหนักกว่าเดิมหรือไม่ การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเป็นหนังม้วนเก่าอาจจะมาฉายอีก ถ้าหากจำเป็นจริง มาตราไหนขัดอกขัดใจ ก็เสนอแก้เป็นมาตราไป แต่เมื่อเสนอมาแก้ทั้งร่าง ตนไม่เห็นด้วย และถ้าไปแตะหมวดหนึ่งและหมวดสอง ประเทศไทยจะร้อนเป็นไฟ

ขณะที่ ส.ว.ที่เห็นด้วยและต้องการให้ส่งเรื่องไปให้ ครม.พิจารณาจัดทำประชามติ อาทิ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. และนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. โดยระบุถ้าไม่เริ่มทำประชามติ ถ้าเราเห็นด้วยต่อมติดังกล่าว มีแต่ได้กับได้ เพราะจะทำให้มีโอกาสมีส่วนร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญที่วุฒิสภาเหลือเวลา 1 ปี จะได้ภาพพจน์ที่ดี และไม่ทำให้ใครเสียหาย ถ้าไม่เห็นด้วยจะทำให้เสียโอกาสเพราะถือเป็นโอกาสครั้งสุดท้าย รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองนำไปขยายผลได้ใส่ร้ายป้ายสีว่าไม่เห็นเงาประชาชน เราอย่าปิดกั้นตัวเองมากเกินไป จนกลายเป็นการคิดแทนคนอื่น เราควรอยู่กับปัจจุบัน เพราะอำนาจการทำประชามติ เป็นเรื่องของครม.

จากนั้นเวลา 13.10 น. หลังสมาชิกแสดงความคิดเห็นเสร็จสิ้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้เปิดให้สมาชิกลงมติว่า จะเห็นด้วยกับญัตติดังกล่าวหรือไม่ ผลปรากฏว่าที่ประชุมไม่เห็นด้วย 157 เห็นด้วย 12 คะแนน งดออกเสียง 13 คะแนน และไม่ลงคะแนน 1 คะแนน ถือว่าที่ประชุมวุฒิสภาไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว และจากนี้จะแจ้งให้ประธานสภา รับทราบ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน