ชายวัย 30 กินข้าวกล่องของทอดทุกวัน มี 2 อาการนานกว่า 6 เดือน สุดท้ายตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ แพทย์ชี้พฤติกรรมเสี่ยง

อีทีทูเดย์ รายงาน ข้อมูลล่าสุดระบุว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตผู้ป่วยมากกว่า 7,000 คนต่อปี ไม่ได้เป็นโรคที่พบเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป ล่าสุด นพ.จางช่านเสวียน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร ตับ และถุงน้ำดี โรงพยาบาลซินกวง

เปิดเผยกรณีชายวัยเพียง 30 ปี ซึ่งรับประทานข้าวกล่องที่มีหมูทอดหรือไก่ทอดเป็นหลักแทบทุกมื้อ ส่งผลให้ได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ จนเริ่มมีอาการท้องอืดแน่นและเบื่ออาหารแต่ปล่อยทิ้งไว้นานกว่า 6 เดือน ก่อนเข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ และพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

นพ.จางช่านเสวียน โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Threads ว่า หลายคนยังเข้าใจผิดว่า “อายุน้อยจึงไม่น่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่” แต่ข้อมูลจากสหรัฐอเมริการะบุว่า สัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 54 ปี เพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 20%

แพทย์ระบุว่า กรณีของชายวัย 30 ปีรายนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงรายเดียว เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและใยอาหารต่ำเป็นเวลานาน จะค่อย ๆ สะสมความเสียหายให้กับลำไส้ โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ ควรเพิ่มผักในทุกมื้อ เช่น สั่งผักลวกหรือผักต้มเพิ่ม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพลำไส้

นั่งนานเกิน 8 ชั่วโมง เสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 52%

นอกจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้ว แพทย์ยังเตือนว่า การนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญของคนวัยทำงาน ปัจจุบัน พนักงานออฟฟิศจำนวนมากต้องนั่งทำงานวันละประมาณ 8 ชั่วโมง และหลังเลิกงานก็มักไม่มีเวลาออกกำลังกาย

นพ.จางช่านเสวียน ระบุว่า ผู้ที่นั่งมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่มีพฤติกรรมออกกำลังกาย มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต สูงกว่าผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายตามปกติถึง 52%

เดินเร็วสัปดาห์ละ 150 นาที ช่วยลดความเสี่ยงได้เกือบทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แพทย์ย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลมากเกินไป เพราะมีงานวิจัยพบว่า เพียงเดินเร็วรวม 150 นาทีต่อสัปดาห์ ก็สามารถลดผลกระทบจากการนั่งนานได้เกือบทั้งหมด หรือเฉลี่ยเพียงวันละประมาณ 22 นาที หากสามารถเปลี่ยนเวลานั่ง 1 ชั่วโมง มาเป็นกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ก็จะช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ถึง 64%

นพ.จางช่านเสวียน ยกตัวอย่างกิจกรรมที่จัดอยู่ในระดับความหนักสูง ได้แก่

  • วิ่ง
  • เวทเทรนนิง
  • การออกกำลังกายแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training)
  • กีฬาที่ใช้แรงมาก เช่น เทนนิสเดี่ยว หรือบาสเกตบอลเต็มสนาม

สำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัด ยังสามารถเปลี่ยนกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้เป็นการออกกำลังกายได้ เช่น

  • เดินขึ้นบันไดหลายชั้นอย่างรวดเร็ว
  • ยกหรือขนของหนัก
  • ทำงานบ้านที่ใช้แรงมาก เช่น ขัดพื้นหรือทำความสะอาดพื้นที่ขนาดใหญ่ด้วยความเร็ว

3 วิธีเพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน

สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย แพทย์แนะนำให้เริ่มจากการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ดังนี้

  1. ลงรถก่อนถึงจุดหมาย 1 ป้าย หากเดินทางด้วยรถไฟฟ้าหรือรถโดยสารสาธารณะ ลองลงก่อนถึงจุดหมาย 1 ป้าย แล้วเดินเร็วประมาณ 10-15 นาทีทั้งไปและกลับ ก็สามารถสะสมการเคลื่อนไหวได้ราว 30 นาทีต่อวัน
  2. เลือกใช้บันไดแทนบันไดเลื่อนหรือลิฟต์ หากต้องขึ้นอาคารไม่เกิน 3 ชั้น ควรเลือกเดินขึ้นบันได เพื่อเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน
  3. ลุกขึ้นเดินทุก 30-60 นาที หากต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน ควรลุกขึ้นเดินหรือขยับร่างกายเป็นระยะ เพื่อลดผลเสียจากการนั่งต่อเนื่อง

แพทย์สรุปว่า หากสามารถสะสมการออกกำลังกาย เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ก็จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการใช้ชีวิตแบบนั่งนาน จนใกล้เคียงกับผู้ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายตามปกติได้อย่างมีนัยสำคัญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน