รู้หรือไม่? ดื่มน้ำเยอะเกินไป เสี่ยงภาวะน้ำเป็นพิษ อันตรายถึงชีวิต ภัยใกล้ตัวที่หลายคนไม่รู้ เผย คนกลุ่มไหนยิ่งต้องระวัง แนะ แนวทางดื่มแค่ไหนถึงเหมาะสม
หลายคนอาจเข้าใจว่า การดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยให้ร่างกายสุขภาพดี ไม่ว่าจะเรื่องผิวพรรณ ระบบขับถ่าย หรือแม้แต่ความสมดุลน้ำในร่างกาย แต่แท้จริงแล้วการดื่มน้ำที่ดี คือ ดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งการแนะนำโดยทั่วไป คือ ดื่มวันละประมาณ 6-8 แก้ว
แต่ในบางคนอาจถึงขั้นพยายามดื่มให้ได้ 2-3 ลิตรต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลให้ร่างกายเกิด “ภาวะน้ำเป็นพิษ” โดยมีผลกระทบต่อสมดุลเกลือ และการทำงานของสมอง
“ภาวะน้ำเป็นพิษ” หรือ Water Intoxication คือ ภาวะที่ร่างกายมีน้ำมากเกินไป และขับออกไม่ทัน ส่งผลต่อเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะระดับโซเดียมในเลือดจางลง เนื่องจากโซเดียมเป็นหนึ่งในแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยควบคุมความสมดุลน้ำในร่างกาย รวมถึงระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
เมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะโซเดียมต่ำลง ทำให้น้ำเข้าสู่เซลล์มากขึ้นโดยเฉพาะในสมอง ก่อให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ในกรณีรุนแรงอาจมีอาการสมองบวม ความผิดปกติทางระบบประสาท เปลี่ยนการรับรู้ การเคลื่อนไหว หมดสติหรือเสียชีวิตได้

ดื่มน้ำมากแค่ไหนถึงจะเสี่ยงภาวะน้ำเป็นพิษ?
ส่วนสำคัญที่สุดในภาวะน้ำเป็นพิษ ต้องสังเกตที่การดื่มน้ำว่าเร็วแค่ไหน และมีการขับออกทันหรือไม่ ในบางคนดื่มน้ำประมาณ 3-4 ลิตรภายในเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมากสำหรับระดับน้ำที่มากพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว เพราะร่างกายของแต่ละคนมีการขับน้ำออกไม่เท่ากัน เช่น ในบางคนออกกำลังกายมากพอที่ขับน้ำออกได้ทางเหงื่อ หรือปัสสาวะบ่อย แต่ในบางคนที่ควรระวังเป็นพิเศษ อย่างเช่น
- นักกีฬา หรือคนที่ออกกำลังกายหนัก เดินป่า ปั่นจักรยาน หรือวิ่งระยะไกล แล้วดื่มน้ำเพื่อทดแทนเหงื่อที่เสียไป
- ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนจัด
- ผู้ที่มีโรคไต ซึ่งทำให้ขับน้ำส่วนเกินได้ไม่ดี
- ผู้ที่มีโรคหัวใจและโรคตับบางชนิด
- ผู้ที่ใช้ยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาต้านเศร้า หรือยาแก้ปวด
ดังนั้น การดื่มน้ำไม่จำเป็นต้องมากอย่างที่เราเข้าใจ เพราะหากมากไปก็อันตรายถึงชีวิตได้ ควรดื่มแค่ตามความกระหายของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องฝืนจนก่อให้เกิดความเสี่ยง ใช้วิธีทยอยดื่มให้ได้ทั้งวัน ไม่จำเป็นต้องดื่มรวดเดียว คอยสังเกตสีปัสสาวะของตนเอง หากมีสีเหลือง แปลว่า ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอแล้ว แต่หากเปลี่ยนเป็นสีใส ทั้งวันไม่เปลี่ยนสี อาจบ่งบอกได้ว่ากำลังดื่มน้ำมากไป
ควรปรับการดื่มน้ำให้เหมาะสมกับกิจกรรมในแต่ละวัน และสำหรับผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ เพราะในบางกลุ่มอาจมีความจำเป็นต้องจำกัดน้ำในปริมาณที่กำหนด
ที่มาข้อมูล : my.clevelandclinic.org