ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ภายใต้การนำทัพของ มาซาทาดะ อิชิอิ กุนซือใหญ่ชาวญี่ปุ่น มีโปรแกรมใหญ่ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง นัดที่ 3 กลุ่มซี ด้วยการออกไปเยือน “โสมขาว” เกาหลีใต้ ตัวแทนจากเอเชียเจ้าประจำในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย
ก่อนการแข่งขันที่โซล เวิลด์คัพ สเตเดียม ประเทศเกาหลีใต้ ทัพช้างศึก ไปเยือนในฐานะ “ลูกไล่” ของวงการฟุตบอลทวีปเอเชีย น้อยคนจะเชื่อว่า ช้างศึก จะกลับบ้านมาแบบครบ 32 ขึ้นอยู่กับว่าจะโดน “ยิง” มากหรือน้อยเท่านั้น
แต่ผลแข่งขันที่ออกมาปรากฏว่าเสมอ 1-1 ช็อกแฟนบอลในสนามที่แห่เข้าไปชมแมตช์นี้เกือบ 65,000 คน รวมถึงคนที่เฝ้ามองผ่านการถ่ายทอดสดด้วย
แมตช์นี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า มาซาทาดะ อิชิอิ วางหมากมาอย่างดี โดยเฉพาะเกมการป้องกัน และก่อนหน้านี้เพิ่งพาทีมชาติไทยผ่านรอบแบ่งกลุ่มเอเชียน คัพ รอบสุดท้าย ที่กาตาร์ แบบไม่เสียประตูให้คู่แข่งมาแล้ว
ทัพช้างศึก ล็อกเป้าหมายชัดเจนคือการ “ตั้งรับ” ไม่เปิดพื้นที่ในแดนหลังของตัวเองให้เกาหลีใต้โจมตีได้ง่าย เพราะต้องยอมรับตามตรงว่าการจะแข่งครองบอลกับทีมระดับโลกนั้นเป็นไปได้ยาก ขณะเดียวกันแม้ว่าจะรับ แต่ไทยพร้อมที่จะเปิดสวนกลับทันทีหากคู่แข่งพลาด ทำให้ช่วงต้นทีมไทยมีโอกาสลุ้นยิงประตูถึง 2 ครั้งในช่วง 5 นาทีแรก
อย่างแรกที่ต้องชมคือ “แผน” ของอิชิอิ ที่ไม่ต้องการพ่ายแพ้กลับออกไป นั่นคือการวางหมากให้ผู้เล่นช่วยกันสอดประสานไม่ให้เพื่อนต้องดวลเดี่ยวกับนักเตะเกาหลีใต้มากจนเกินไป และแม้ว่าจะโดนขึ้นนำก่อน แต่การแก้เกมรวมถึงการเปลี่ยนผู้เล่นสำรองของโค้ช ด้วยการส่ง ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ลงแทนเจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ นำมาซึ่งประตูตีเสมอในครึ่งหลัง
หนึ่งแต้มอันล้ำค่าที่ได้มาจากกรุงโซล ในครั้งนี้ ความดีความชอบครึ่งหนึ่งต้องยกให้กับโค้ช มาซาทาดะ อิชิอิ ที่วางหมากและแก้เกมได้อย่างตรงจุด
ส่วนความชอบอีกครึ่งต้องมอบให้กับนักเตะทุกคนในสนามที่ทำงานได้อย่างที่โค้ชต้องการ ไม่มีใครเด่นหรือใครด้อยกว่าคนอื่น หลายอาจจะมอง ชนาธิป สรงกระสินธ์ แทบไม่มีบทบาทอะไรกับเกมรุกของไทยเลย หรือ สุภโชค สารชาติ ไม่หวือหวาเหมือนเกมอื่นๆ แต่ต้องถามกลับไปว่าในเกมดังกล่าวไทยได้ขึ้นเกมบุกกี่ครั้ง การต่อบอลแต่ละครั้งมากที่สุดรับ-ส่งบอลกันกี่หนก่อนโดนเกาหลีใต้ตัดบอลได้
การบุกของไทยนั้นไม่เน้นครองบอลอยู่แล้ว เพราะต้องการใช้ความฉาบฉวย รวดเร็วในการโต้กลับเร็ว เพื่อที่จะเจาะแนวรับของเกาหลีใต้ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสตรงจุดไหนต้องโจมตีที่จุดนั้น ไม่ใช่รอส่งบอลให้ชนาธิปทำเกม หรือปล่อยให้ สุภโชค ได้ลากเลื้อยเพียงอย่างเดียว
ดังนั้นความดีความชอบอีกครึ่งหนึ่งจึงสมควรยกให้ผู้เล่นของไทยเราทั้งทีม ไม่จำเพาะเจาะจงที่ใครเป็นหลัก
เรื่องหนึ่งที่อาจจะต้องเอาคุยกันนั่นคือ “เทพีแห่งโชค” หรือ “ดวง” ไม่ได้เข้าข้างเกาหลีใต้ หากแต่ย้ายมาอยู่กับนักเตะไทย
เนื่องจากเกมที่เพิ่งจบไปนั้น เกาหลีใต้ครองบอลสูงถึง 79 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าลูกฟุตบอลอยู่ในการครอบครองเกาหลีใต้เกือบตลอดทั้งเกม มีโอกาสยิงทั้งหมด 25 ครั้ง เข้ากรอบถึง 8 ครั้ง จังหวะจะๆ เน้นๆ ที่น่าจะได้ประตูกลับยิงไม่เฉียบขาดมากพอ ติดการเซฟของ ปฏิวัติ คำไหม นายด่านช้างศึกที่โชว์ฟอร์มเหนียวหนึบ ยืนตำแหน่งอยู่ถูกที่ ถูกเวลาตลอด
จะบอกว่าเกาหลีใต้เล่นแย่เองคงพูดไม่ได้ เพราะการครองบอล โอกาสเข้าทำ แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานของพวกเขายังเหนือกว่าไทยมาก และอย่างที่บอกวันนี้ เทพีแห่งโชค ไม่ได้อยู่ข้างเกาหลีใต้ และโอกาสยิงเข้ากรอบเพียง 2 ครั้งของไทยนำมาซึ่งการแบ่งแต้มในท้ายที่สุด
แมตช์จบลงแล้วพร้อมความผิดหวังของเจ้าบ้าน และความปลื้มปีติของคนไทย ส่วนอีก 5 วันข้างหน้า (26 มี.ค.) ไทยกับเกาหลีใต้จะดวลกันอีกครั้งในราชมังคลากีฬาสถาน หวังว่าวันนั้นการวางแผนของโค้ชจะยังได้ผล ความมุ่งมั่นทุ่มเทของนักเตะจะประสบความสำเร็จอีกครั้ง และแน่นอนหวังว่าเทพีแห่งโชคจะยังไม่ย้ายฝั่ง