เต้ย พงศกร ปัดดราม่า เผย ไม่เคยถ่ายปฏิทินช่อง 3 ลั่น อยู่ด้วยใจ ไม่มีสัญญา

เต้ย พงศกร ปัดดราม่า เผย ไม่เคยถ่ายปฏิทินช่อง 3 ลั่น อยู่ด้วยใจ ไม่มีสัญญา

วันที่ 7 พ.ย. พระเอกหนุ่ม เต้ย พงศกร เมตตาริกานนท์ ไปร่วมงานแถลงข่าวกิจกรรม “RUN FOR LUNG: The Guardians of The Lung” ที่ โรงแรมเลอเมอริเดียน กรุงเทพฯ หลังจบการแถลงข่าวเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่หลายคนจับตาว่าทำไมได้ถ่ายปฏิทินช่อง 3 หมดสัญญาแล้วหรือเปล่า พร้อมทั้งอัพเดตเรื่องที่เตรียมจะไปวิ่งมาราธอนที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

เต้ย พงศกร
พงศกร เมตตาริกานนท์

ได้ยินว่าเตรียมไปวิมาราธอนที่ญี่ปุ่น
“ใช่ครับ ไปโอซากา มาราธอน ไปกับพราพุฒิด้วย ระยะทาง 42.95 กก. ตอนนี้ซ้อม เมื่อเช้าตื่นตี 2 มาซ้อมวิ่ง อยากที่จะทำเวลาให้ดีกว่าเดิมครับ”

ตั้งเป้าเวลาไว้เท่าไหร่
“อยากให้ดีกว่า 3 ชั่วโมง 52 นาที มันก็มีกดดันตัวเองเหมือนกัน เพราะว่ามันเป็นสนามที่สะพานค่อนข้างเยอะ แล้วสะพานจะยากที่กิโลท้ายๆ มันก็จะทรมารร่างกายหน่อย”

ทำไมถึงอยากไปวิ่งสนามนี้
“เพราะว่าที่สนาม โอซาก้า มันเป็นสนามที่ดีมากๆ หนึ่งในสามสนามวิ่ง หนึ่งสนามโตเกียว มาราธอน ฟูจิ มาราธอน โอซาก้า มาราธอน ผมอยากเก็บ 3 สนามนี้ก่อน”

ทำไมเราถึงชอบวิ่งมาราธอน
“เพราะว่าเราจะได้พัฒนาตัวเอง ทำให้มีวินัย และก็เรื่องสุขภาพร่างกาย มันทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองนะ ระหว่างวิ่งมันทำให้เรามีสมาธิ และใช้เวลาช่วงที่เราวิ่งออกกำลังกาย ได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตด้วย”

เต้ย พงศกร
สู้ๆ

อย่างบางคนมีอาการบาดเจ็บ เรามีไหม
“มีครับ ที่สำคัญก่อนวิ่งเราต้องวอร์มก่อน เพราะว่าเมื่อก่อนพอจะวิ่งผมไม่วอร์มเลย มันก็จะมีเจ็บเข่า เจ็บก้ามเนื้อบ้าง พอเรามาได้รู้ว่าก่อนวิ่งมันต้องวอร์มแบบนี้นะถึงจะไม่เจ็บ แล้วมันก็ไม่เจ็บจริงๆ หลังจากวิ่งเราก็ต้องมีเวลาคูล ดาวน์ร่างกายสัก 10 – 15 นาที ส่วนบางคนที่เขามีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง เกิดจากเขามีอาการบาดเจ็บอยู่แล้ว เขาก็ไปฝืนไปวิ่งต่อโดยที่เขาไม่พัก มันทำให้เกิดอาการเรื้อรัง แล้วก็ต้องพักยาวเลยทีนี้”

เป้าหมายในการวิ่งของเราคืออะไร
“อยากเก็บ อยากเก็บวิ่งสนามระดับโลกให้ทั้งหมด 6 ที่ ก็มี ที่ โตเกียว ,ชิคาโก , นิวยอร์ค, เบอร์ลิน, ลอนดอน และบอสตัน ตอนนี้เหลืออีก 5 ที่ ตั้งใจว่าจะเก็บให้ได้ทั้งหมดภายใน 4-5 ปี ซึ่งตอนนี้ผมก็ส่งในสมัครที่ต่างๆไปแล้ว เพราะว่าในแต่ล่ะสนามเราต้องลุ้นเขาจับฉลากว่าเราจะได้ไป หรือไม่ได้ไป ตอนนี้เราก็ลุ้นที่ ชิคาโก กับ เบอร์ลิน ไว้ เดือนนี้ก็รอลุ้น เบอร์ลิน เดือนหน้าก็รอลุ้นว่า ชิคาโก จะได้ไปหรือเปล่าครับ”

สภาพอากาศแต่ล่ะที่ไม่เหมือนกัน มันมีผลกับการวิ่งของเราไหม
“มีครับ เพราะว่าเราซ้อมในที่อากาศร้อน พอเราไปวิ่งที่อากาศเย็นเราจะวิ่งได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ แต่ล่ะสนามไม่เหมือนกันเลย สนามที่ยากคือ นิวยอร์ค เพราะว่าคุณต้องวิ่งขึ้นสนามไปรัฐโน้นรัฐนี้ ไปทุกรัฐของนิวยอร์ค และสนามที่คิดว่าน่าจะทำเวลาได้ดีที่สุดน่าจะเป็นสนามเบอร์ลิน เพราะว่าเป็นพื้นที่เรียบ”

เต้ย พงศกร
ซ้อมวิ่งครับ

เราวิ่งขนาดนี้แล้วเราแบ่งเวลากับงานแสดงยังไง
“ต้องของอนุญาตผู้ใหญ่ทางกองไว้ล่วงหน้า โชคดีที่ผู้ใหญ่เข้าใจเราด้วย เพราะว่าผมขอแค่ปีล่ะครั้ง เป็นรายการที่ผมไปวิ่ง แต่ผมก็ไม่ได้ปุ๊บปั๊บ บอกล่วงหน้าเป็นปี”

ถามเรื่องปฏิิทินช่อง 3 หลายคนคิดว่าเต้ยหมดสัญญาแล้ว เพราะไม่เห็นเราถ่ายปฏิทินช่อง 3
ผมไม่เคยถ่ายปฏิทินช่อง 3 เลย และไม่คิดจะน้อยใจด้วย จริงๆ เราก็รักช่อง 3 อยู่กับช่อง ช่อง3 ให้ที่ทำงานเราด้วย แล้วผมก็ไม่เคยถามเหตุผลว่าทำไมไม่เอาฉันไปถ่าย กับพี่หน่อง (อรุโณชา ภาณุพันธุ์) ก็ไม่เคยคุยกันเรื่องนี้ ผมคิดว่าคนที่ไปถ่ายปฏิทินเขาต้องเหนื่อยกว่าเรา ไปไกล ไปถ่ายต่างจังหวัด เราไม่ได้ไปก็ไม่ได้เหนื่อยเหมือนเขา เรามองจุดนี้”

เต้ยเองไม่มีสัญญากับช่อง 3 ซึ่งสามารถไปรับงานของช่องอื่นได้ แต่ทำไมเราไปรับละครช่องอื่นบ้าง
เป็นสัญญาใจกับทางช่อง 3 จริงๆ ผมเซ็นสัญญากับทางบรอดคาซท์ กับช่อง 3 คือสัญญาใจ คือช่อง 3 เป็นช่องที่สร้างให้เราเกิดมา ที่ผ่านมาก็มีช่องอื่นติดต่อมาเหมือนกัน มีเยอะเลยด้วย แต่เราก็ปฏิเสธไป เพราะเรายังจงรักภักดีกับช่อง 3 ถามว่าอยากที่จะไปร่วมงานกับช่องอื่นบ้างมั้ย ผมว่าอันนั้นเป็นเรื่องของอนาคต แต่ตอนนี้ขอยืนยันว่าต้องเล่นกับช่อง 3 ครับ

เรามองว่าเรายังโตไม่พอใช่ไหม
“ผมยังมีอะไรมีต้องศึกษาและต้องพัฒนาอีกเยอะ ยังไม่รุ่นโตขนาดนั้น เหมือนก้าวมาในวงการไม่กี่ปีเอง 7-8 ปี ถือว่าน้อยมากๆ สำหรับรุ่นพี่ ตอนนี้ก็โตแล้ว ตัวโต”

ช่องมีเรียกให้ไปเซ็นสัญญาบ้างไหม เพราะละครปีหน้าของเราก็เยอะมาก พระเอกบางคนยังไม่เยอะเท่าเรา
“อันนี้ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทางช่อง 3 และขอบคุณทางผู้จัดที่เล็งเห็น และให้โอกาสผมได้เล่นละครจริงๆ เราก็ยังแฮปปี้ที่ยังมีงานกับทางช่องอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องช่องไม่เรียกเซ็นสัญญา ผมมองว่าอาจจะเป็นเพราะผมมีสัญญากับพี่หน่อง อยู่มากกว่า ผมมองว่าน่าจะเป็นจุดนั้นมากกว่า”

เต้ย พงศกร
เย้ๆ

ถามเรื่องที่เราไปคอมเมนต์ไว้อาลัย ซอลลี่ อดีตสมาชิกวง f(x) ที่เสียชีวิต ถึงเรื่องโดนบูลี่ข้ามประเทศ
ผมว่ามันเป็นสิทธิส่วนบุคคลมากกว่า ผมแค่ไปแสดงความเสียใจแค่นั้น ผมมองว่าการบูลี่คนๆหนึ่ง มันทำให้เขาคิดสั้นจนเกิดข่าวดังกล่าวออกไป มันเป็นสิ่งไม่ดีเลย เนื่องจากปัจจุบันนี้คนพร้อมที่จะเชื่อโลกอินเตอร์เน็ตโดยไม่มองว่าอันไหนคือความจริง หรือไม่เป็นความจริง ผมก็เห็นใจ สงสารเขาและแสดงความเสียใจต่อเขาเหมือนกัน ฟีดแบ็กผมก็เข้าไปดูเลยนะ จริงๆ ผมก็ไม่ได้โดนเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นคอมเมนต์แนว มันเป็นสิทธิ์ของคุณ ดีแล้วที่คุณกล้ามาแสดงความคิดเห็น อย่าไปยอมแพ้กับคนที่มาบูลี่ ถามว่าผมซีเรียสไหม ผมไม่ซีเรียสเลย ผมคิดว่าทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียงถึงแม้ว่าจะทำงานในวงการ หรือนอกวงการ ทุกคนมีสิทธิ์ในการปิดกั้น คนจะมาว่าผมไม่ได้”

ในคอมเมนต์บอกว่าเราไปโหนกระแส
“อันนี้ผมไปห้ามความคิดเขาไม่ได้จริงๆ แล้วผมไม่ได้คิดอะไร ผมแค่ไปแสดงความเสียใจด้วยความบริสุทธิ์ใจเท่านั้น”

ที่ผ่านมาเราเคยโดนบูลี่อะไรบ้าง
“จริงๆแล้ว เราทำงานในวงการก็จะเจอทั้งข่าวดีและข่าวไม่ดี พร้อมกันตลอดเวลาอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะตั้งรับกับมันอย่างไร และจะมองปัญหาให้เป็นบทเรียนแบบไหน จะมองปัญหาให้เป็นบวกอย่างไร มันขึ้นอยู่กับความคิดของเรามากกว่า ยอมรับมันได้ไหมที่ป่านมาเราก็ไม่โต้ตอบ และไม่ลบด้วย”

ถามเรื่องหัวใจบ้าง
“ตอนนี้ก็มีคนคุย เป็นนอกวงการ คุยๆกันมาสักพักหนึ่งแล้ว”

เจอกันที่ไหน
“ทำงานด้วยกันก็เจอ เป็นคนนอกวงการ ถามว่าจะเปิดตัวไหมผมว่าไม่ดีกว่า เราอยู่แบบนี้แหละ อยู่แบบไม่เปิดและไม่ปิด ถามว่าเขาจะน้อยใจไหมที่เรายังไม่เปิด ผมว่าเขาก็เข้าใจแหละ เวลาไปไหนมาไหนก็ไปปกติ”

แฟนคลับเขาโอเคไหมที่เรามีคนคุย
“ผมโชคดีมากๆ มี่ได้เจอแฟนคลับที่รับผมจริงๆ ได้กัลยาณมิตรที่รักตัวผมจริงๆ ไม่ได้รักแบบหวังผลอะไรบางอย่าง ตอนนี้ก็โอเค แฟนคลับเขาก็รู้นะว่าผมมีคนคุย”

ถ้าคุยนานกว่านี้จะเปิดตัวในอนาคตไหม
“ผมคิดว่าผมก็โตแล้ว วันหนึ่งมันถึงเวลาที่มันต้องเปิดก็ต้องเปิด มันอาจจะไม่ได้ถึงกับตั้งโต๊ะแถลงข่าว ผมไม่กลัวกระแสตกอย่าที่บอกไป ผมได้เพื่อน ได้แฟนคลับจริงๆ ไม่ได้รักแบบเต้ยห้ามมีแฟนนะ ก็ให้เวลาทำงานของมันไป”

ขอบคุณรูปจากไอจีtoey_pongsakorn

บทความก่อนหน้านี้หมาบิน! นักอนุรักษ์พาย้ายถิ่น หมาป่าแอฟริกัน เสี่ยงสูญพันธุ์
บทความถัดไปเปลือยชีวิตแร็ปเปอร์ตัวพ่อ! “โจอี้ บอย” เผยจุดเปลี่ยน จากสายปาร์ตี้ สู่หนุ่มเฮลท์ตี้