“พระโพธิสังวรเถร” หรือ “หลวงพ่อฑูรย์ อัตตทีโป” อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมาราม แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง
ศิษย์โปรดของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม เขตคลองสาน กรุงเทพฯ
เกิดในสกุล รัตนวราภรณ์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2453 ตรงกับวันอาทิตย์ เดือนแปด แรม 10 ค่ำ ที่บ้านหมู่ที่ 2 ต.ตลิ่งชัน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
ชีวิตวัยเยาว์ค่อนข้างยากลำบาก เรียนหนังสือจบชั้น ป.4 ที่โรงเรียนในหมู่บ้าน จากนั้นออกมาช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพ

เมื่ออายุ 17 ปี บรรพชา เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2470 ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือนแปด ปีเถาะ ณ วัดสุวรรณภูมิ ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
อีก 3 ปีต่อมาจึงเข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2473 ที่วัดอนงคาราม ต.สมเด็จเจ้าพระยา อ.คลองสาน จ.ธนบุรี (ในสมัยนั้น) มีพระโพธิวงศาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า อัตตทีโป
ด้านวิทยฐานะ เมื่อปีพ.ศ.2473 สอบได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนวัดอนงคาราม
ต่อมา พ.ศ.2493 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมาราม

วัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมาราม เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เดิมเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของนายโพ-นางมิ บิดามารดาของสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวัฑฒโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม
เมื่อถึงแก่กรรมแล้วที่ดินแปลงนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสมเด็จพระวันรัต และได้อุทิศสร้างเป็นพระอาราม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง
ครั้นเมื่อพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจัดชั้นและประเภทของพระอารามหลวง วัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมาราม ถูกจัดอยู่ในชั้นตรีประเภทสามัญ
เป็นผู้มีอุปนิสัยใจคอเยือกเย็น มักน้อย ถ่อมตน ดำรงชีวิตด้วยความสมถะ วัตรปฏิบัติของหลวงพ่อฑูรย์ถือการเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนาทุกวัน
ด้วยเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดพระธรรมวินัย เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ทำให้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาของพระภิกษุ-สามเณร เนื่องจากผู้บวชเรียนส่วนใหญ่ล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจน ให้การสนับสนุนโดยบริจาคปัจจัยเป็นทุนการศึกษาทุกปี
ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2522 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงตลาดพลู และเมื่อปีพ.ศ.2524 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงบางยี่เรือ
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2494 เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาส พระอารามหลวง ราชทินนามที่ พระครูไพโรจน์วุฒิคุณ พ.ศ.2501 รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญ ที่พระโพธิวรคุณ และ พ.ศ.2517 เป็นพระราชาคณะวิสามัญที่ พระโพธิสังวรเถร
มรณภาพเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2535 เวลา 17.59 น. สิริอายุ 82 ปี
พระสมเด็จเกศมงคลรุ่นแรก พ.ศ.2497 เหตุที่ได้ชื่อว่า “เกศมงคล” เพราะผสมเส้นเกศาของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) ลงไปด้วย
นอกจากนี้ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังมอบผงวิเศษทั้งห้าที่ท่านทำไว้ และยังมอบผงวิเศษของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่เก็บไว้นานให้อีกด้วย
อีกทั้งยังได้ผสมผงวิเศษของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ลงไปด้วยจำนวนมาก

การจัดสร้างได้ฤกษ์กำหนดในปี พ.ศ.2484 จึงกำหนดให้มีการจัดปริมณฑลอย่างถูกต้องตามตำรา และเริ่มนำมวลสารทั้งหมดผสมกับน้ำในสระศักดิ์สิทธิ์คลุกเคล้าให้เข้ากันดี เริ่มลงมือกดพิมพ์พระ หากเป็นพระภิกษุ-สามเณรจะต้องชำระศีลให้สะอาดเสียก่อน และที่เป็นฆราวาสต้องสมาทานศีลห้า ขณะที่กดพิมพ์จะบริกรรมภาวนาไปด้วย
เนื่องด้วยจำนวนพระที่จัดสร้าง มีจำนวนมากนับหมื่นองค์ ประกอบกับฤกษ์อันเป็นมงคลในแต่ละปี ซึ่งมีไม่กี่ครั้ง ทำให้การกดพิมพ์พระใช้เวลายาวนานหลายปี จนกระทั่งเสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 หลังจากนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) ได้สั่งให้หลวงพ่อฑูรย์นำแม่พิมพ์ไปทิ้งลงในแม่น้ำเจ้าพระยา
ด้านการปลุกเสก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) ประกอบพิธีปลุกเสกเป็นกรณีพิเศษ เมื่อปลุกเสกเสร็จ จากนั้นนำออกแจกครั้งแรกในงานทำบุญฉลองอายุครบ 90 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2497 จำนวนหนึ่ง
ส่วนที่เหลือนำกลับไปวัดโพธินิมิตรและเก็บไว้ เพื่อทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และปลุกเสกเดี่ยว ทำเช่นนี้ทุกวันหลายเดือน จึงนำออกมามอบให้แก่ผู้ร่วมบุญ
ปลุกเสกเพิ่มเติมจากพระเกจิอาจารย์อีกหลายรูป อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร, หลวงพ่อสา วัดราชนัดดา, หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ ฯลฯ
ถือเป็นวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงที่สุด