FootNote:ผลสะเทือนกระบวนการตรวจสอบ ภาพลักษณ์ ประยุทธ์ พลังประชารัฐ
การปะทะระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ดำเนินไปด้วยความเข้มข้นอย่างยิ่ง
หากดูจากการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ฝ่ายของรัฐบาลตกเป็นรอง
เพราะการลงมติในที่ประชุมให้ยืนยันการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นครั้งที่ 3 ปรากฎว่าฝ่ายของประธานชนะไป 6 ต่อ 3
ผลก็คือ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน มีหนังสือจากประธานคณะกรรมาธิการที่ สผ.0019.05/945 ออกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และตามพรบ.คำสั่งเรียก พ.ศ.2554
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
มีความพยายามจะเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมาธิการ แต่เมื่อดูผลการลงมติเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ก็เห็นชัดว่าฝ่ายของพรรคพลังประชารัฐมีเพียง 3 ขณะที่ฝ่ายของประธานมีมากถึง 7
ที่พรรคพลังประชารัฐอ้างว่ามีกรรมาธิการเป็นฝ่ายตนอยู่ถึง 8 ก็อาจจะเป็นเพียงราคาคุย
เพราะทีเห็นจากการเคลื่อนไหวล่าสุดในการทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ทบทวนมติของคณะกรรมาธิการ ก็มีผู้ร่วมลงชื่อเพียง 5 คน
เท่ากับในจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด 15 มีฝ่ายที่แนบแน่นอยู่กับพรรคพลังประชารัฐเพียง 5
เท่ากับว่าฝ่ายของประธานมีมากถึง 9
เมื่อตรวจสอบกำลังของแต่ละฝ่ายในคณะกรรมาธิการจึงสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนตัวประธานอาจเป็นไปไม่ได้
ขณะเดียวกัน ปมและประเด็นหนึ่งที่พรรคพลังประชารัฐอาจมองข้ามไป นั่นก็คือ ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวอันเข้มข้นคำถามอันเกี่ยวกับภาพลักษณ์ก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
1 เป็นภาพลักษณ์ของฝ่ายที่ต้องการตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
1 เป็นภาพลักษณ์ของฝ่ายที่ต้องการสกัดและขัดขวาง
ปัญหา”ภาพลักษณ์”นี้มีความละเอียดอ่อนและสัมพันธ์กับอารมณ์และความรู้สึกของสังคม
ใครเป็นฝ่ายธรรมะ ใครเป็นฝ่ายอธรรม