FootNote บทบาท ส.ป.ก.กับที่ดิน 672 ไร่ มืออันละม่อม ในทางการเมือง
สถานการณ์ที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปรับมอบที่ดิน 672 ไร่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ราชบุรี
เหมือนกับเป็นการสูญเสีย เหมือนกับเป็นการยอมจำนนของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อันเคยครอบครองที่ดิน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ก็ถอนหายใจโล่งอก
อย่างน้อยก็ไม่ถูกสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรดำเนินคดี อย่างน้อยก็เท่ากับเป็นการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองว่ามีความรับ ผิดชอบยินดีปฏิบัติตามกฎหมาย
มองจากด้านการเมืองถือว่าเป็นผลดี ถือว่าเป็นชัยชนะ แต่ก็เป็นชัยชนะที่มิได้เบ็ดเสร็จในทางการเมือง
เท่ากับ “ชนะ” ศึก แต่ยัง”พ่ายแพ้”ในสงคราม
คล้อยหลังความยินดีปรีดีของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ เพียงไม่กี่วินาทีก็มีเสียงสำทับจาก นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยขึ้นอย่างเข้มแข็ง
ในแง่ของกฎหมาย น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อาจไม่ถูกสำนักงานปฏิ รูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดำเนินคดี
แต่มิได้หมายความว่าจะหลุดจากอำนาจของ”กรมป่าไม้”
ในเมื่อที่ดิน 672 ไร่มิได้เป็นการครอบครองในฐานะของ ส.ป.ก.4-01 นั่นก็หมายความว่าที่ดินตรงนั้นยังมีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติและอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้
ตราบใดที่ยังไม่มีมติครม.กำหนดให้เป็นที่ส.ป.ก.4-01 ตราบนั้นก็ยังเป็นป่าตามพรบ.ที่บัญญัติตั้งแต่เมื่อปี 2484 จำเป็นที่กรมป่าไม้จักต้องดำเนินคดีต่อไป
ตรงนี้ต่างหากที่ยังคาอยู่บนบ่าของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์
กรณีที่ดินกว่า 1,700 ไร่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ก็เหมือนกับกรณีญัตติด่วนจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ทบทวนผลกระทบประกาศ คำสั่งคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44
โดยพลานุภาพแห่ง “งูเห่า” รัฐบาลสามารถคว่ำญัตติด่วนนี้ลงไปได้ในวันที่ 4 ธันวาคม
แต่ที่เหลือตกค้างอยู่ก็คือ ผลสะเทือนจาก”ปฏิบัติการ”
เป็นความค้างคาจากการใช้พลัง”หูฉลาม” สะท้อนให้เห็นความพยายามบรรลุ”เป้าหมาย”โดยไม่คำนึงว่า”วิธีการ”
นี่คือความรู้สึกอันซึมลึกในทางการเมืองซึ่งดำรงอยู่