ในที่สุด ชาวบ้านก็ต้องแบกรับภาระค่า ใช้จ่ายเกี่ยวกับพลังงานเพิ่มอีกหลังจากน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซิน รวมถึงแก๊สหุงต้มทยอยปรับขึ้นราคาไปแล้ว
เมื่อที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) วันที่ 16 มีนาคม 2565 มีมติให้ปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปรหรือ ค่าเอฟทีทันที
สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม โดยให้เรียกเก็บเพิ่ม ที่ 24.77 สตางค์ต่อหน่วย
ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 4.00 บาทต่อหน่วย สูงสุดเป็นประวัติการณ์
สําหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อ ค่าเอฟทีนั้น หลักๆ มาจากสถานการณ์สงคราม ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน
ส่งผลต่อวิกฤตราคาพลังงานโลกเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้องปรับสมมติฐานการประมาณการค่าเอฟทีใหม่ ให้สะท้อนราคาเชื้อเพลิงในปัจจุบัน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ระบุหากก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ยังมีราคาเหนือระดับ 20 เหรียญสหรัฐต่อล้าน บีทียู ค่าไฟฟ้าจะยืนเหนือระดับ 4 บาทต่อหน่วยต่อไป
เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ไทย ยังต้องพึ่งพาพลังงานก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่าในช่วงวิกฤตราคาพลังงานขาขึ้น ขอเชิญชวนให้ร่วมกันประหยัดการใช้พลังงาน
เบื้องต้นคือขอเชิญชวนให้ประชาชนช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าตามมาตรการ 4 ป. ได้แก่
ปลดหรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ, ปิดหรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งาน รวมทั้งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศา และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5
แม้มาตรการดังกล่าวอาจช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาแพงได้ แต่ ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องเร่งจัดหาพลังงานทดแทนที่สะอาด ราคาถูก ปราศจากมลพิษมาเป็นทางเลือกด้วย