หลักสูตรเรียนฟรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มผู้ชอบในตัวด้วงกว่างชน เพื่อนำไปเล่นกีฬาชนกว่าง ตามฤดูกาล ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเริ่มมีด้วงกว่างออกมาขาย โดยบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ต่างนำตัวด้วงกว่างขึ้นแขวนเพื่อเสนอขายให้กับลูกค้าได้เลือกซื้อระหว่างเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม และนับเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านได้อย่างดี ไม่ต่ำกว่า 8,000-10,000 บาทต่อวัน สำหรับราคาของด้วงกว่างนั้นจะเริ่มขายที่ราคาถูกสุดตัวละ 150 บาท ไปจนถึงหลายพันบาท เพราะเป็นช่วงต้นฤดู ขณะเดียวกัน ทางร้านก็ได้มีเชือกมัดกว่าง รวมทั้งอุปกรณ์ในการชนกว่างอุปกรณ์เสริมนำมาขายให้กับลูกค้าได้เลือกซื้อด้วย นายไพบูลย์ ม่วงโกศัย พ่อค้าขายกว่างบอกว่า ด้วงกว่างชนที่ตนเองนำมาขายนั้นได้มีการสั่งซื้อกว่างมาจากจังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากในพื้นที่ภาคเหนือขณะนี้ยังไม่มีตัวด้วงกว่างที่โตเต็มที่จึงไม่สามารถนำมาขายให้กับลูกค้าได้ ทั้งนี้ ตัวกว่างที่มีราคาสูงนั้นจะต้องเป็นกว่างซ้งที่มีลักษณะเขาที่ยาว และมีขนาดที่ใหญ่สวยงาม ส่วนตัวที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อยนั้นราคาจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่นิยมซื้อไปชนกัน และมีการเดิมพันกันในกา
นางผ่องศรี เปี่ยมทอง อายุ 56 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ก่อตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2558 ตอนนี้มีสมาชิก 34 คน โดยกลุ่มตั้งขึ้นเพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์ขายให้ผู้เลี้ยงโค โดยตอนเริ่มต้นมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 13 ไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 130 ไร่ เดิมทีสมาชิกทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่เห็นว่าการปลูกหญ้าเนเปียร์มีรายได้ดี จึงรวมตัวกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกนำพันธ์ุมาจากศูนย์วิจัยพืชอาหารสัตว์เพชรบุรี วิธีปลูกไม่ยาก เริ่มจากนำรถไถ ปรับพื้นที่ ไถแปร และยกร่อง แล้วนำต้นหญ้าเนเปียร์ลงปลูก ใช้เวลานานประมาณ 2 เดือนก็ตัดขายได้ “การปลูกหญ้าเนเปียร์สร้างรายได้ดีมาก พื้นที่ 130 ไร่ ใน 1 ปี กลุ่มสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้เงินประมาณ 4,500,000 บาท หักต้นทุนแล้วกลุ่มจะเหลือกำไรปีละประมาณ 3,000,000 บาท โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกจะขายให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อ” นางผ่องศรี เปี่ยมทอง กล่าว ด้าน นายบรรเทิง นวนภักดี ประธานเครือข่า
มีอยู่อาชีพหนึ่งซึ่งนับวันจะเริ่มจางหายไปบ้างแล้ว นั่นคืออาชีพทำมะพร้าวเผาขาย เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็เริ่มเสาะแสวงหาที่มาที่ไป ว่ามีที่ใดบ้าง ที่ยังเผามะพร้าวขายอยู่ตามวิถีดั้งเดิม พบว่ายังมีคุณป้าท่านหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านตะเคียน ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชื่อ คุณป้าสมบัติ บุหงา อายุอานามก็ปาเข้าไป 69 ปี แต่คุณป้าก็ยังทำขายอยู่ ซึ่งเหลืออยู่คนเดียวทั้งหมู่บ้าน นอกนั้นก็ไม่มีใครทำแล้ว คุณป้าสมบัติ เล่าว่า ทุกวันนี้จะมีรายได้เข้าบ้านแทบทุกวัน ก่อนอื่นจะตระเวนหาซื้อมะพร้าวทั้งพันธุ์พื้นบ้านและมะพร้าวน้ำหอม ลูกไม่อ่อนไม่แก่มาตุนไว้ โดยลูกๆ จะพาไปรับซื้อตามละแวกใกล้เคียง เมื่อได้มะพร้าวมาแล้วก็จะทำการเอาเปลือกมะพร้าวออกให้เหลือหุ้มลูกไว้พอประมาณ จากนั้นก็จะนำไปต้มในหม้อใบใหญ่ คุณป้าสมบัติจะใช้เตาถ่านเพราะหาฟืนได้ง่าย ต้มจนสุกแล้วนำมาปอกเปลือก ขั้นตอนสุดท้ายเข้าเครื่องเจียเสี้ยนที่มีอยู่ในลูกมะพร้าวออกจนหมดและสามารถนำออกขายได้เลย คุณป้าสมบัติจะขายมะพร้าวในราคาส่งลูกละ 20 บาท วันหนึ่งๆ จะขายประมาณ 50-60 ลูก โดยไม่ต้องมีใครช่วย ใครๆ ก็ถามว่าทำไมไม่เลิกทำในเมื่อส่งล
ไข่ นับว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้ในตู้เย็น เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เรียกง่ายๆ ว่า หากมื้อเย็นกลับบ้านมาไม่รู้จะทำอะไรกิน เมนูไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้ม เป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดแรกๆ ก็ว่าได้ เพราะทำง่ายและประหยัดเวลา ไข่ที่เห็นทั่วไปที่หาซื้อได้ง่ายตามตลาดในท้องถิ่นหรือห้างสรรพสินค้า ก็จะเป็นไข่ไก่ ไก่เป็ด ซึ่งขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละท่านที่แตกต่างกันไป ว่าชอบกินไข่ประเภทไหนมากกว่ากัน ซึ่งถ้าเป็นข้าวต้มร้อนๆ ไข่เค็มที่ทำจากไข่เป็ดจึงนับว่าเข้ากันได้ดีทีเดียว ปัจจุบันไข่เป็ดกำลังได้รับความนิยมค่อนข้างมากจากผู้บริโภค เพราะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยิ่งเป็นไข่เป็ดที่ผ่านการเลี้ยงแบบได้มาตรฐาน มีการบริหารจัดการที่ดี ก็จะยิ่งทำให้ไข่แดงมีสีสันออกส้มแดง มองแล้วชวนเจริญอาหารยิ่งขึ้น จึงทำให้ไข่เป็ดเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรหลายๆ รายได้อย่างไม่น้อยเช่นกัน คุณลัดดาวัลย์ อึงสวัสดิ์ และสามี คุณลัดดาวัลย์ อึงสวัสดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 186/1 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงเป็ดไข่จนประสบผลสำเร็จ โดยเธอได้เ
ใช่ว่าแต่คนอีสานเท่านั้นที่กินอาหารประเภทแมลง ทุกวันนี้คนใต้ก็ไม่ยอมแพ้ โอ้ว! คนใต้กินแมงพลัดกิโลละ 250 บาท แพงกว่าเนื้อหมูอีก เพราะอะไรคนใต้จึงหลงใหลในรสชาติของอาหารประเภทแมลงกันมากมายขนาดนี้ พอย่างเข้าหน้าฝนริมถนนสายเซาท์เทิร์นซีบอร์ด สายกระบี่-ขนอม บริเวณแถวๆ หน้าหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 46 สุราษฎร์ธานี จะพบเห็นชาวบ้านมาตั้งเพิงพักขายแมลงชนิดหนึ่ง พร้อมทั้งมีป้ายโฆษณาสินค้าของตัวเองเป็นระยะๆ ขาย แมลงพลัด ขาย แมงพลัด ซึ่งบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ที่เป็นป่าไม้ สวนป่า มีต้นกระถินเทพาขึ้นหนาแน่น จึงทำให้มีแมลงชนิดนี้ชุกชุม และจะมีมากในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และประมาณกลางๆ เดือนมิถุนายนเท่านั้น ซึ่งในช่วงนี้ชาวบ้านจะแห่กันออกมาจับ แมงพลัด (แมลงพลัด คนใต้พูดเร็ว คำว่า มะ-แลง เลยหาย) บางคนก็เอามากิน แต่คงไม่มากกว่าจับมาขาย เพราะยิ่งมีคนนิยมกินกันมากเท่าไหร่ แมงพลัดก็มีราคาแพงจนไม่อยากเอามากินว่างั้น เพราะเหตุใด คนใต้จึงชอบกินแมงพลัด หากพูดถึงอาหารใต้รสเด็ดๆ หลายคนคงต้องนึกถึงแกงใต้รสเผ็ดสะใจ หรืออาหารทะเลที่สดๆ ใหม่ๆ และคงไม่มีใครคิดว่าคนใต้ก็นิยมกินอาหารประเภทแมลงเหมือนกัน วัฒนธรรมการกินอาหาร
ผักกินใบและลำต้นใช้เวลาปลูกไม่นาน อย่าง “ต้นหอม” หรือ “หอมแบ่ง” ติดทำเนียบผักขายดี เรียกว่าแทบจะทุกตลาดสด และตลาดติดแอร์ต้องมีผักชนิดนี้ติดไว้เพื่อบริการลูกค้า เพราะเกือบจะทุกเมนูของอาหารไทยมักมีต้นหอมเป็นส่วนประกอบ บางครั้งก็ทานเป็นเครื่องเคียง นับเป็นผักที่สร้างรายได้ให้ผู้ปลูกทุกวัน คุณโสภณวิชญ์ แซ่ลิ้ม หรือคุณวัน เกษตรกรหนุ่มวัย 37 ปี ชาวราชบุรี อยู่เลขที่ 6 ต.แก้มอัน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เท้าความกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวปลูกอ้อย จนกระทั่งราวปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ขายอ้อยไม่ได้ เนื่องจากโรงงานน้ำตาลปิดตัวลง ทางบ้านเลยลดปริมาณการปลูกอ้อย แล้วหันมาปลูกพืช ผักสวนครัว เช่น หัวไชเท้า คะน้า มันสำปะหลัง รวมถึงต้นหอม เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป สำหรับพื้นที่ปลูกอ้อยของคุณวันราว 500 ไร่ ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ชายหนุ่ม เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ช่วงนั้นเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนปลาย ยังไม่ได้เข้ามาช่วยงานที่บ้านเต็มตัว กระทั่งเรียนจบปี 2546 มารู้ว่าคุณพ่อเป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ เบ็ดเสร็จ 20 ล้านบาท เลยตั้งปณิธานไว้ว่าในฐานะลูกชายคนที่ 2 ของบ้านจะต้องปลดหนี้ค
หลังจากที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ประกาศให้ บริษัท วาริกซ์ สปอร์ต จํากัด เป็นผู้ผลิตชุดแข่งรายใหม่ให้กับสมาคม โดยมีระยะสัญญาตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 – 31 ธันวาคม 2563 นั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าบริษัทนี้เป็นใครมาจากไหน ดังนั้นจะไปลองทำความรู้จักกัน จากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ขนาดเล็ก สะสมประสบการณ์ ความรู้ และความพยายามในการวิจัยและพัฒนาเส้นใยในการถักทอ ก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าและชุดกีฬา ตัดเย็บชุดสำหรับนักกีฬาในการแข่งขันทั้งในไทยและต่างประเทศ นัก ธุรกิจหนุ่มวัย 41 ปี ผู้มีมุมมองและแนวคิดไม่เหมือนใคร อาศัยช่องว่างทางการตลาดที่ยังไม่มีใครทำ ก้าวสู่แบรนด์เสื้อผ้าและชุดกีฬาสัญชาติไทยที่มีคุณภาพไม่น้อยหน้าแบรนด์นอก มีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมกับ“อวิกา วนะศักดิ์ศรีสกุล”ภรรยาและมีลูกสาววัยน่ารัก3คน คือ ด.ญ.พรนับพัน วนะศักดิ์ศรีสกุล, ด.ญ.โปรดปราน วนะศักดิ์ศรีสกุล และ ด.ญ.ฟ้าประทาน วนะศักดิ์ศรีสกุล แต่กว่าจะถึงวันนี้ ชีวิตของ “วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล” เรียกได้ว่าลำบากมามากกว่าครึ่ง เกิด วันที่ 5 มกราคม 2517 จบชั้นประถมและมัธยมจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ตอกย้ำนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอี พาเจาะลึกธุรกิจเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ “ริมสวน” เผยกลยุทธ์จากพนักงานกินเงินเดือนสู่เจ้าของธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ถึง 60 ล้านบาทต่อปี สร้างงาน สร้างรายได้ให้เกษตรกร ด้วยการรับซื้อพืชพื้นบ้านเป็นวัตถุดิบผลิตเครื่องดื่ม พร้อมเดินหน้าผลิตเครื่องดื่มส่งเซเว่น อีเลฟเว่น กว่า 30,000 ขวดต่อวัน
เสน่ห์ของ “กาแฟโบราณ” อยู่ที่ความหอมของเมล็ดกาแฟคุณภาพดีที่ผ่านการคั่วบดอย่างพอเหมาะ ผสานกับรสชาติที่เข้มข้น กลมกล่อม เมื่อรินผ่านน้ำแข็งทุบละเอียด เติมความหวานมันด้วยนมสด จะดูดหรือจะดื่มก็ชื่นใจ หายเหนื่อย ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา ลูกค้ายิ่งคึกคัก แวะเวียนมาไม่ขาด เช่นที่ร้าน “อ้อย กาแฟโบราณ” ร้านเล็กๆ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ที่มี คุณพรรณวดี อยู่คง เป็นมือชง “วันๆ มีลูกค้าเยอะมากค่ะ บางวันกว่าจะได้กินข้าวเช้าก็ปาเข้าไปตอนบ่ายแล้ว” อาจารย์อ้อย บอกเมื่อถามถึงกิจการของครอบครัวที่เธอเข้ามารับไม้ต่อ พร้อมกับรับภาระดูแลพี่ๆ น้องๆ อีก 6 คน แทนแม่ซึ่งเป็นกำลังหลักของบ้านล้มป่วย กระทั่งปัจจุบันทุกคนสำเร็จการศึกษามีการมีงานทำกันหมด แม้จะจบการศึกษาเพียงแค่ประถมศึกษาปีที่ 7 แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค ด้วยความที่มุ่งมั่นตั้งใจ กับประสบการณ์กว่า 25 ปี รสมือที่เป็นที่ยอมรับของมิตรรักคอกาแฟ ทำให้บ่อยครั้งอาจารย์อ้อยต้องไปออกร้านให้บริการตามคำเชิญชวน และเป็นที่มาของการรับเชิญเป็นวิทยากรสอนวิชาชีพหลักสูตรกาแฟโบราณที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชนหรือ มติชน อคาเดมี อาจารย์อ้อย หรือที่รู้จักเรียกขานกั
คุณจันที สวัสดิ์นที อดีตข้าราชการครูวัย 60 ปี แห่งบ้านหนองหว้า ตำบลนาเมือง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ลาออกจากชีวิตครูมาสู่อาชีพเกษตรกรเต็มตัวเมื่ออายุ 42 ปี หลังจากทดลองทำโรงเรือนเพาะเห็ดมาตั้งแต่ปี 2528 มั่นใจเป็นรายได้หลัก ล่าสุดผันตัวเองเป็นนักวิจัยท้องถิ่น ใช้ประสบการณ์และความรู้จากการเพาะเห็ดพื้นบ้านทั่วไป สู่โรงเรือนเพาะเห็ดฟีลีนัส หรือเห็ดกระถินพิมาน ฉายาราชาแห่งเห็ด เพราะมีจุดเด่นเป็นเห็ดที่ขนาดใหญ่มาก ดอกเห็ด 1 ดอกที่เป็นสายพันธุ์ มีน้ำหนักถึง 5 กิโลกรัม และคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ ไม่มีวันตาย หรือ “เห็ดเนเวอร์ ดาย” (never die) นั่นเอง เพราะเมื่อนำเห็ดฟีลีนัสที่แห้งไปรดน้ำใหม่ เพียง 2-3 วัน เห็ดฟีลีนัสก็จะกลับฟื้นคืนชีพราวกับมีใครไปชุบชีวิตให้มันใหม่ คุณจันที เล่าว่า มีชาวฮอลันดา นำ “เห็ดฟีลีนัส” มาให้ทดลองเพาะครั้งแรกเมื่อปี 2550 โดยนำพันธุ์เห็ดฟีลีนัสดอกใหญ่มีน้ำหนักราว 5 กิโลกรัม ต่อดอก และเห็ดฟีลีนัสดอกเล็ก น้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม มาเป็นตัวอย่างในการนำไปเพาะเชื้อและทดลองปลูก โดยครั้งแรกเริ่มทดลองปลูกในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยในเวลานั้นยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกเ
