การเงิน และการตลาด
ในยุคที่การซื้อขายออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ส่งผลให้มีจำนวนนักช้อปเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยแนวคิด “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และคนวัยทำงานที่เริ่มต้นชีวิตการเงิน ที่แนวคิดนี้เข้ามาตอบโจทย์ เพราะเป็นการผ่อนชำระที่ง่ายต่อการเข้าถึง ไม่ต้องมีหลักประกัน ไม่มีดอกเบี้ยหากชำระตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงตอบโจทย์ความต้องการซื้อสินค้าอย่างสะดวกและรวดเร็ว ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ สินเชื่อ BNPL ได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำรวจจากผู้ประกอบการรายใหญ่ 6 แห่ง ระบุว่า ในปี 2564 มีจำนวนบัญชีผู้ใช้บริการเพียงประมาณ 6 แสนบัญชี แต่สิ้นปี 2567 ตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.91 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตที่สูงเกือบ 100% อย่างไรก็ตาม ธปท.ไม่ได้มอง Buy Now Pay Later เป็นคนร้าย แต่หากไม่เข้ามาควบคุม อาจจะเกิดความเปราะบางในบางจุด ทั้งการซื้อโดยไม่ต้องมีเงิน และการที่เด็กกลายเป
เงินเดือนเท่าเดิม แต่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่หลายคนเจอทุกสิ้นเดือนคือ “เงินเข้ามาแล้วก็หายไปทันที” แม้ในใจอยากมีเงินเก็บสักก้อน แต่ก็เริ่มต้นไม่ถูก อย่าเพิ่งท้อ! วันนี้ fintips by ttb จะพาไปรู้จัก “เทคนิค 6 Jars” สูตรออมเงินระดับโลกที่ช่วยควบคุมรายจ่าย และสร้างวินัยการออมได้จริง 6 Jars คืออะไร แนวคิด 6 Jars มาจากหนังสือชื่อดัง Secrets of the Millionaire Mind โดย T. Harv Eker ทีเขียนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารการเงินอย่างมีระบบ ผ่านการแบ่งรายได้ออกเป็น 6 ส่วน โดยเปรียบเสมือนมี “โหล 6 ใบ” สำหรับการเก็บเงินแต่ละเป้าหมาย จุดเด่น คือ “ไม่จำเป็นต้องมีรายได้สูงก็เริ่มได้” เพียงแค่แบ่งเงินมาออมทุกครั้งที่มีรายรับ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้เสริม หรือโบนัส แล้วทำการจัดสรรตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับตัวเอง โหลที่ 1 : ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น (55%) เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น เป้าหมายคือ “ใช้เท่าที่จำเป็น” ไม่เกินจากงบที่ตั้งไว้ 55% เพื่อให้เหลือเงินไปลงทุนหรือออมในโหลอื่น หากรู้สึกว่าเงินในส่วนนี้ไม่พอ ควรปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย หรือหารายได้เ
ในปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่นิยมเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 9.7 แสนล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 แนวโน้มดังกล่าวยังสะท้อนถึงเทรนด์ “Trade-up” ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในหมู่นักช้อปไทย สอดคล้องกับอินไซต์ของลาซาด้าในช่วงแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมาที่มียอดขายสินค้าแบรนด์บน LazMall เติบโตขึ้นถึง 51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยังมีมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย (Average Order Value – AOV) สูงกว่าวันปกติถึง 2.5 เท่า ลาซาด้า ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ เผยอินไซต์ตลาดไทยเดินหน้าสู่ยุค “Confidence Commerce” หลังพบว่านักช้อปยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและแบรนด์ที่น่าเชื่อถือเป็นอันดับแรก พร้อมยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อความมั่นใจ สอดคล้องกับ รายงาน The Rise of Authenticity-Driven E-Commerce โดย CUBE INSIGHTS บริษัทชั้นนำด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอีคอมเมิร์ซ ที่ระบุว่า ตลาดกำลังเติบโตด้วยมูลค่า (Value-driven Growth) สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสิน
แน่นอนว่านอกจากการไหว้เจ้าขอพรให้ปีใหม่ที่จะมาถึง โดยฤกษ์ไหว้ตรุษจีน 2569 ตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือไอเทมที่มีสีแดง เพราะเป็นสีมงคลของชาวจีน ที่เชื่อว่าจะช่วยเสริมโชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา ทำไมตรุษจีนต้องสีแดง? เหตุผลที่ชาวจีนนิยมใช้สีแดงในวันมงคล เพราะคนจีนมีความเชื่อว่า สีแดงเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองความโชคดี สีแดง คือหยาง อันหมายถึง ดวงอาทิตย์ สัญลักษณ์ของพลังแห่งบุรุษเพศ การเคลื่อนไหว ความกระตือรือร้น การเคลื่อนขึ้นไปด้านบน การเจริญเติบโต ความเจริญรุ่งเรือง ความร้อนแรง ความโชคดี ความเคารพ การป้องกัน และการยอมรับนับถือ (ตรงข้ามกับ หยิน) และเนื่องจากสีแดงเป็นสี มงคล ในงานแต่งงาน ในวันตรุษจีน (ปีใหม่) และโอกาสพิเศษที่น่ายินดีล้วนต้องเป็นสีแดง โดยความเชื่อเรื่องสีแดงไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ของความมงคลอย่างเดียว สีแดงในความเชื่อของผู้คนนานาชาติ มีความหมายแตกต่างกันออกไป เช่น ชาวอินเดีย เชื่อว่า สีแดง คือความบริสุทธิ์ ราคะ และจิตวิญาณ นอกจากนี้ยังเป็นสีกายของพระอาทิตย์ เทพชั้นสูงตามความเชื่อของชาวฮินดู ชาวญี่ปุ่น ถือว่า สีแดงค
การทำงานในยุคปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างแพร่หลาย โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระงานที่ต้องอาศัยทักษะพื้นฐานหรืองานที่มีลักษณะซ้ำๆ แต่ความนิยมในการใช้ AI ในตลาดแรงงานก็มาพร้อมกับความกังวลว่า เทคโนโลยีดังกล่าวอาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในบางตำแหน่ง รวมถึงอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานและความต้องการทักษะในตลาดแรงงาน ผลการวิเคราะห์จากทีม Big Data สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ให้เห็นว่า AI มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนหน้าที่งานบางส่วน โดยอาจก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เนื่องจากการไม่เปิดรับแรงงานรุ่นใหม่ ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงาน แต่งานที่ต้องการทักษะ AI กลับเพิ่มขึ้น จากผลสำรวจพบว่า ระหว่างปี 2567–2568 ความต้องการจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวลดลงประมาณ 9.6% จาก 642,216 เป็น 580,505 ตำแหน่ง สำรวจอาชีพเสี่ยงถูก AI แย่งงาน เมื่อจำแนกตามอาชีพหลัก ได้แก่ วิศวกรซอฟต์แวร์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ นักบัญชี และวิศวกรโยธา พบว่า ความต้องการแรงงานในอาชีพดังกล่าวลดลง ยกเว้นนักบัญชีที่ยังมีการเติบโตถึง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ได้มีการแถลงผลการดำเนินงานปี 2568 และการขับเคลื่อน SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ปี 2569 คุณพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมา 23 ปี โดยมียอดเบิกจ่ายสูงสุดอยู่ที่ 79,043 ล้านบาท และมียอด NPLs หรือหนี้เสีย ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยมียอดอยู่ที่ 7.9% โดยสอดคล้องเป็นไปตามพันธกิจของธนาคารที่มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่และขนาดเล็ก วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท สูงถึงกว่า 70% ของการเติมทุนทั้งหมด ช่วยสร้างประโยชน์ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 362,010 ล้านบาท รักษาการจ้างงานประมาณ 620,360 ราย สวนทางกับแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีในระบบ ที่ติดลบต่อเนื่องมา 13 ไตรมาส ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) ของธนาคาร ขยายตัวอยู่ที่กว่า 99,564 ล้านบาท เติบโต 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ 2567 
กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน ได้ร่วมกันออกกลไกเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ภายใต้โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถมาแก้ไขปัญหาหนี้เสียในการที่จะกลับมาเริ่มต้นทางการเงินใหม่ได้อีกครั้ง โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา และ (2) มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 โครงการดังกล่าว เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ตามเงื่อนไขข้างต้นสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ผ่าน (1) เว็บไซต์ของ ธปท. ( www.bot.or.th/cleardebt ) หรือ (2) ช่องทางของบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ( www.sam.or.th ) หรือ (3) ช่องทางของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ โดยในระยะแรก โครงการฯ จะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ก่อน ทั้งนี้ ในการดำเนินโ
หลายๆ คนอาจจะมีเป้าหมายในการเก็บเงิน ทั้งเก็บแบงก์ 50 หรือออมเงินวันละบาท แต่พยายามเท่าไหร่ก็เก็บไม่ได้สักที “No Buy Month” จึงเป็นชาเลนจ์ใหม่ที่ได้รับความนิยม และเป็นกระแสไปทั่วโลก ในหมู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ชื่นชอบความท้าทาย ที่ออกมาแชร์ทริกการใช้ชีวิตแบบประหยัด บนช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทั้ง Instagram, TikTok, X หรือ YouTube เป็นต้น วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนมารู้จักกับชาเลนจ์ที่กำลังฮิต “No Buy Month” บอกเลยงานนี้ถ้าได้ลองทำแล้วจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้อีกเยอะเลยทีเดียว No Buy Month คือ ชาเลนจ์ที่ท้าทายตัวเอง ในการงดซื้อของที่ไม่จำเป็น เป็นเวลา 1 เดือน ก็จะแล้วแต่เลยค่ะว่าเดือนนั้นคือเดือนอะไร โดยเดือนต่อไปจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะเรียกกันว่า No Buy February การทำชาเลนจ์นี้ เพื่อช่วยให้ผู้คนตระหนักถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ประหยัดเงิน และอาจช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ ข้อกำหนดของ No Buy Month โดยทั่วไปจะอนุญาตให้ซื้อของที่จำเป็น เช่น อาหาร ยา เสื้อผ้าที่จำเป็น ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง แต่จะไม่อนุญาตให
เรียกได้ว่าการทำรายรับ-รายจ่าย เป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่การที่โหลดแอปจดบันทึกมาใช้ กลับเจอความยุ่งยาก เช่น ต้องเปิดแอปเข้าไปกรอกข้อมูล หรือบางทีอาจจะลืมจด และต้องมาแยกประเภทรายจ่ายเอง ทำให้เป็นความยุ่งยากและไม่อยากทำ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีผู้ช่วยจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายมาแนะนำ นั่นคือ ‘ป้านวล’ เป็นแชตบอตที่ใช้งานง่าย เพียงแค่เพิ่มเพื่อนผ่านไลน์ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 3 แสนคน และช่วยจดรายรับ-รายจ่ายมาแล้วกว่า 10 ล้านรายการ จุดเริ่มต้นของ ‘ป้านวล’ แชตบอตป้านวลเกิดจากการตั้งถามว่า “ทำไมการจดรายรับรายจ่ายมันยากจัง” ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ AI กำลังเข้ามาพอดี ทำให้เขารู้ทันทีเลยว่า เทคโนโลยีในโลกนั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จนกระทั่งเกิดไอเดียทำเป็นแชตบอต โดยเริ่มจากการใช้ AI จดรายรับรายจ่ายแบบแยกหมวดหมู่ให้เอง ซึ่งเป็นการพิมพ์แชตคุยปกติโดยที่ไม่ต้องโหลดแอป ต่อมาเขาจึงไปลองคุยกับเพื่อนถึงวิธีการใช้งานที่ทำให้ง่ายขึ้น ดีขึ้น และสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้คิดชื่อแบรนด์ ยังไม่มีโลโก้ โดยไอเดียตอนนั้นคืออยากให้คนที่เข้ามาใช้งาน รู้สึกเหมือนมีคนคอยดูแล เขาจึงให้ไอเดียนี้กับเพื่อน
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (Marketing Association of Thailand : MAT) เปิดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดปี 2026 ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ด้วยโลกทุกวันนี้ที่หมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และปี 2026 กำลังใกล้เข้ามา ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่คาดเดาได้ยาก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักการตลาดและผู้ประกอบการไทย คือการเตรียมความพร้อมและก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคใหม่ โลกไร้สมดุล ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2025 เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม และพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์จากหลากหลายแบรนด์” เผยแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดปี 2026 ทิศทางหลักในการขับเคลื่อนแบรนด์และธุรกิจในยุคใหม่ ดังนี้ 1. โลกถึงจุดเปลี่ยน จากโลกที่สมดุล เรากำลังเข้าสู่โลกที่ไม่สมดุล โลกกำลังก้าวสู่จุดที่ไม่สมดุลอย่างชัดเจน แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ก็เต็มไปด้วยความเปราะบางทางเศรษฐกิจ โดยนักการตลาดต้องจับตาประเด็นสำคัญ เช่น ความมั่งคั่งและหนี้สินของประเทศ ผลผลิต
