เคล็ดลับผู้ประกอบการ
จากการเริ่มต้นธุรกิจแรกกับคุณพ่อ สู่การเป็นผู้บริหารเหมืองทราย และพลิกโฉมวงการขนส่งไทย คุณคมสันต์ได้มาถ่ายทอดมุมมองการทำธุรกิจที่เต็มไปด้วยบทเรียนทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด และวิกฤตครั้งใหญ่ที่พลิกโฉมองค์กร ในงาน “ไทยมาร์ท x ไทยรัฐ: สร้างแบรนด์ สร้างชาติ” พาไปพูดคุยกับ คุณคมสันต์ ลี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Flash Express ในหัวข้อ “แบรนด์จะโตอย่างไรในยุคต่อไป” ผู้ที่ใครหลายคนรู้จักตัวตนเขาผ่านเรื่องราวแรงบันดาลใจในซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน” เริ่มจากจุดเล็กๆ แก้ปัญหาที่คนอื่นมองข้าม คุณคมสันต์ สะท้อนมุมมองการเป็นผู้ประกอบการไว้ว่า “ผมคิดว่าการเป็นผู้ประกอบการนั้น โอกาสตายเยอะเกิน คุณต้องโชคดีระดับหนึ่ง คุณถึงจะอยู่รอดได้ แต่มากกว่าความโชคดีคือคุณต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองเสมอและตลอดเวลา” ในวันที่เริ่มต้นทำ Flash Express เป้าหมายไม่ใช่การแข่งกับยักษ์ใหญ่ตั้งแต่วันแรก แต่เป็นการมองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างชนบทกับสังคมเมือง โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์ส์ที่แพงเกินไป ทำให้คนชนบทต้องซื้อของแพงแต่ขายสินค้าได้ถูก เขาเล่าว่าช่วงเริ่มทำธุรกิจ “โอกาสของชนบทกับสังคมเมืองมันไม่เท่าเท
ถ้าพูดถึงประโยค “จีนไทยพี่น้องกัน” ในยุคนี้ อาจไม่ได้หมายถึงแค่ความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็น “โอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง” ของผู้ประกอบการไทย ในเวทีเสวนา MEET Thai Plus 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “Thailand: Meet for More” การผนึกกำลังครั้งสำคัญของ 3 พลังหลัก อย่าง ทีเส็บ (TCEB), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดเผยยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะพาสินค้าและบริการของไทย บุกตลาดจีนในรูปแบบ “Partnership” ที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าที่เคย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวหลักที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะนักธุรกิจจีนที่เดินทางมาประชุม สัมมนา หรือดูงาน ไม่ได้จ่ายแค่ค่าโรงแรมหรือห้องประชุม แต่ยังจับจ่ายกับร้านอาหาร ของฝาก และสถานที่ท่องเที่ยว กระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นมหาศาล นอกจากนี้ ไทยยังมีสินค้าที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวในปัจจุบันอีกด้วย ด้าน คุณหลี่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้มุมมองน่าสนใจว่
นี่คือ 10 AI prompts ที่จะเปลี่ยน AI เป็นผู้ช่วยให้คำปรึกษาธุรกิจระดับสูงแก่ผู้ประกอบการ ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าที่ปรึกษาธุรกิจหลักแสนหลักล้านเสมอไป เพราะ AI สามารถช่วยวิเคราะห์ธุรกิจ วางกลยุทธ์ และหาโอกาสเติบโตได้ภายในไม่กี่วินาทีแล้ว นี่คือ 10 Prompt ที่เจ้าของธุรกิจ นักการตลาด และคนทำแบรนด์ในไทยสามารถนำไปใช้ได้ทันที 1. วิเคราะห์ SWOT ธุรกิจ “ช่วยวิเคราะห์ SWOT ของ [ชื่อบริษัท/แบรนด์/ธุรกิจ] ในตลาดประเทศไทย โดยระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคอย่างละเอียด พร้อมเสนอแนวทางว่าควรใช้จุดแข็งเพื่อสร้างโอกาสอย่างไร และควรรับมือกับจุดอ่อนและความเสี่ยงอย่างไร โดยคำนึงถึงสภาพการแข่งขันในตลาดไทย” หรือ “Analyze [Company/Project] and provide a comprehensive SWOT analysis. Identify internal strengths and weaknesses, as well as external opportunities and threats. Suggest strategies to leverage strengths and mitigate threats.” เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจที่ต้องการเห็นภาพรวมก่อนวางแผนธุรกิจ 2. วางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดไทย “ช่วยวางกลยุทธ์การนำ [สินค้า/บริการ] เข้าสู่ตลาดประเทศไทย โดยวิเคราะห์ขน
โดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” GI คำนี้ย่อมาจาก Geographical Indications คนละคำกับทหาร GI อันนั้นย่อมาจาก Government Issue ความหมายเดิมคือสินค้าเครื่องใช้ของทหารอเมริกัน ต่อมาเลยหมายถึงทหารอเมริกัน ในบ้านเราทหารจีไอฮิตมากในสงครามเวียดนาม (2498-2518) ทหารอเมริกันมาเต็มเมืองไทย คนไทยเลยเรียกทหารอเมริกันว่า จีไอ พอมาได้ยินหรืออ่านถึง “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” ใช้ตัวย่อว่า GI เหมือนกัน คนรุ่นผมฟังแรกๆ งงๆ เกี่ยวอะไรกับ จีไออเมริกัน หรือเปล่าหว่า พอใช้กันเยอะๆ เลยหายงง ความหมายของสินค้าจีไอคือ เป็นสินค้าที่มาจาก แหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะของสินค้านั้น เป็นผลมาจากการผลิตในพื้นที่ดังกล่าว ประโยชน์คือช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าชุมชน ปกป้องสิทธิ์ผู้ผลิต และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าเป็นของแท้จากแหล่งกำเนิดจริง ทะเบียนจีไอไทยนี้จดไปทั่วโลกด้วย กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้ออกเครื่องหมายรับรองจีไอ ผู้ผลิตทั่วไปสามารถยื่นขอ จดทะเบียนสินค้าจีไอได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนด เช่น เป็นสินค้าในท้องถิ่นนั้นจริงๆ มีแผนปฏิบั
เมื่อพูดถึง “แบรนด์” สิ่งที่คนคิดขึ้นมาในหัวคือ โลโก้ โทนสี รูปแบบกราฟิก ไอคอน ลวดลาย แบรนด์ที่ดีก็คงเป็นแบรนด์ที่โลโก้สวย สีสันจดจำได้ขึ้นใจ ความเข้าใจนั้นทำให้หลายแบรนด์ ‘สอบตก’ เพราะแท้จริงแล้ว คำว่า “แบรนด์” หากขาดคำว่า ‘มีชีวิต’ ก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ที่ไร้แรงดึงดูด คนทำแบรนด์ส่วนใหญ่พยายามยัดเยียดการขาย การตลาด เข้าไปในแบรนด์ เพราะคิดว่าเมื่อแบรนด์ทำเงินได้ จึงจะเรียกได้ว่าเกิดมูลค่า นั่นทำให้แบรนด์ขาดชีวิต จงมองแบรนด์ให้เหมือน ‘มนุษย์หนึ่งคนที่มีชีวิต’ จากนั้น สิ่งที่คนทำแบรนด์ต้องทำความเข้าใจต่อ คือ “ความมีชีวิตคืออะไร?” คุยกับ อาจารย์ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ นักปั้นแบรนด์และนักออกแบบภาพลักษณ์ธุรกิจอาหาร ภาคการเกษตร และการท่องเที่ยวเกษตรยั่งยืน แห่ง Karb Studio เจ้าของรางวัล Gourmand Awards ซึ่งเปรียบได้กับเวทีออสการ์อาหารโลก 20 ปีซ้อน และเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “Local สู่ เลอค่า” ผู้ที่เชื่อว่าความ Local อยู่ที่ใดก็เลอค่า ถ้ารู้จักเล่าเรื่อง ก่อนจะหา CI หาจิตวิญญาณตัวเองให้เจอก่อน จุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ขึ้นมาแบรนด์หนึ่ง ต้องเริ่มจากการนั่งวิเคราะห์ 3 สิ่ง ได้แก่ สิ่งที
เรื่องราวของ ฮิโรกิ โทมิยาสุ (Hiroki Tomiyasu) อดีตข้าราชการชาวญี่ปุ่นที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะตัวอย่างของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แก้ปัญหาจริงในภาคเกษตรกรรม แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการเกษตรหรือวิศวกรรมมาก่อนก็ตาม โทมิยาสุเติบโตในพื้นที่ใกล้กรุงโตเกียว เคยทำงานเป็นข้าราชการมาก่อน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ดินทำกินที่ถูกทิ้งร้างในฮอกไกโด และเรียนรู้การบริหารจัดการไร่ด้วยตนเองทั้งหมด ปัจจุบันเขาดูแลพื้นที่เพาะปลูกบล็อคโคลี่ ฟักทอง ต้นหอมญี่ปุ่น และถั่วเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ราว 100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 600 ไร่ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มนำ ChatGPT และ Codex เครื่องมือ AI สำหรับการเขียนโค้ด มาใช้แก้ปัญหาการทำฟาร์มที่ต้องใช้แรงงานหนักและขาดแคลนบุคลากร แทนที่จะพึ่งพาระบบอัตโนมัติสำเร็จรูปราคาแพงที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาเลือกเรียนรู้และสร้างเครื่องมือขึ้นมาเอง ตัวอย่างเครื่องมือที่เขาพัฒนาขึ้น ได้แก่ ระบบตรวจสอบโรคพืชด้วยการถ่ายภาพจุดดำบนบล็อคโคลี่แล้วให้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์ ระบบติดตามสภาพแปลงเพาะปลูกด้วยข้อมูลดาวเทียมที่นำมาซ้อนท
เด็กหนุ่มไทยวัย 17 ปี ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกอบการเด็กเอเชีย ได้เผยเส้นทางการทำเงินของตัวเองตั้งแต่ศูนย์ ผ่านช่องรายการพอดแคสต์สร้างแรงบันดาลใจช่อง MarNoCap จากเด็กเกรดต่ำ สู่เจ้าของโปรแกรมโค้ชชิ่ง เขาเล่าว่าตัวเองไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง เกรดเฉลี่ยอยู่ในระดับ C เกือบทุกวิชา ยกเว้นวิชาพลศึกษาที่ได้ A ด้วยผลการเรียนแบบนี้ โอกาสที่จะได้งานดี ๆ ในระบบมีน้อยมาก ประกอบกับเมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากช่วงที่ครอบครัวประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก หลังธุรกิจทัวร์ของคุณแม่ซึ่งเคยรุ่งเรืองต้องซบเซาลงจากผลกระทบของโควิด-19 จนเป็นหนี้หลายแสนบาท ทำให้เขาเห็นแม่ร้องไห้และทะเลาะกับพ่ออยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากหาทางออกให้ครอบครัว เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มจากการทำดรอปชิปปิง ตามด้วยการเทรด ก่อนจะลองรับงานเขียนคอนเทนต์การตลาด (copywriting) ส่งข้อความติดต่อลูกค้าหลายร้อยรายตั้งแต่อายุ 14 แต่ก็ล้มเหลวไม่มากก็น้อย กระทั่งเริ่มลองทำคลิปแรงบันดาลใจของตัวเองจนมีผู้ติดตามจำนวนมาก จึงหันไปศึกษาวิธีการทำคอนเทนต์ให้ไวรัลอย่างจริงจัง แล้วนำความรู้นั้นไปสอนคนอื่น
เรื่องราวของ “คุณมาวิน ทวีผล” เขาเคยอยู่ในช่วง “ขาร่วง” ชีวิตติดลบจนไปต่อไม่ได้ ก่อนมาเริ่มต้นเป็น “นักรีวิว” เจ้าของช่อง มาวินฟินเฟ่อร์ (Mawinfinferrr) ที่เริ่มต้นในอินสตาแกรมก่อนต่อยอดในหลายแพลตฟอร์ม แต่กว่าจะเจอการรีวิวที่ใช่ เขาลองทำมาหลากหลายแนวทาง จนพบว่า “การเป็นตัวเองดีที่สุด” คุณมาวินแชร์ให้ฟังผ่านเวที The Unlock Stage ของ สสว. ว่า “ผมกินข้าวผ่านกล้องมือถือ ง่ายๆ เรียลๆ คนเลยชอบ ค่อยๆ เรียนรู้ พัฒนา อ่านทุกคอมเมนต์ ปรับปรุง และทำความเข้าใจว่าคนดูต้องการอะไร ชอบอะไร การทำเพจเราต้องมองว่าในตลาดมีคนแบบไหน มีนักรีวิวแบบไหน แล้วเราอยากอยู่จุดไหน เลยกลายมาเป็นมาวินฟินเฟอร์อย่างทุกวันนี้” การนำเสนอของคุณมาวิน ไม่ใช่เพจที่รีวิวจ๋าๆ แต่เป็นเหมือนคนชอบกินมากกว่า “ใช้ตัวเองเป็นสื่อกลาง คอนเน็กกับร้านและแพลตฟอร์ม ว่าเราเป็นคนชอบกิน กินดุ กินจริงจัง ในการนำเสนอถ้าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวธรรมดา ทำยังไงให้อร่อย เราใส่องค์ความรู้ของเราเข้าไปได้ เขามีถ้วยน้ำจิ้ม เราปรุงสิ แล้วซดน้ำจิ้มที่เขาตั้งใจปรุงให้เรา ภาพที่คนชอบคือ ช็อตเทน้ำซุป ควันขึ้น เห็นเนื้อชิ้นใหญ่ ขึ้นเขียงแล้วสับ หร
นึกภาพของคาปิบาร่าที่นอนแช่น้ำร้อนเฉยๆ ท่ามกลางนกที่เกาะหัว ลิงกำลังนั่งบนหลัง หรือจระเข้ที่ลอยอยู่ข้างๆ แบบไม่มีใครสนใจใคร ตอนนี้คาปิบาร่ากลายเป็นสัตว์ที่อินเตอร์เน็ตหลงรัก และคำว่า “Capybara Mode” ก็กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่คนวัยทำงานทั่วโลกหยิบมาใช้เตือนสติตัวเอง แล้ว Capybara Mode คืออะไร Capybara Mode ตัวแม่ไม่แคร์เวิร์ล พูดง่ายๆ Capybara Mode คือการใช้ชีวิตแบบชิล ไม่แคร์ดราม่า ตามสไตล์คาปิบาร่า สัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าใจเย็นที่สุดในโลกสัตว์ป่า มีคนบนโลกออนไลน์เอาคอนเซ็ปต์นี้มาปรับใช้กับชีวิตจริง โดยเฉพาะในที่ทำงาน มีบล็อกเกอร์คนหนึ่งอธิบายไอเดียนี้ไว้ชัดเจนว่า Capybara Mode เมื่อใช้ในที่ทำงานหมายถึง การใจเย็นและปฏิเสธงานที่ไม่จำเป็น ทำงานของตัวเองให้ดี เป็นมิตรกับทุกคน แต่ส่งต่องานที่ไม่เกี่ยวข้องให้คนที่รับผิดชอบจริงๆ พูดอีกแบบคือ ทำหน้าที่ตัวเองให้เต็มที่ แต่ไม่แบกทุกอย่างที่คนอื่นโยนมาให้ และรู้จักขีดเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน ไม่ใช่คนที่ตอบแชทงานตอนเที่ยงคืนเพราะรู้สึกผิดที่จะไม่ตอบ ฟังดูคุ้นๆ กับ “quiet quitting” แต่ Capybara Mode มาในเวอร์ชัน
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งบัญชีธนาคารของคุณพุ่งขึ้นมาเป็นหลักพันล้านบาทในชั่วข้ามคืน คุณจะทำอะไรต่อ สำหรับคนทั่วไป คำตอบอาจดูง่าย เที่ยวรอบโลก ซื้อบ้านหลังใหญ่ เกษียณตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สำหรับ Vinay Hiremath อดีต CTO และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Loom แพลตฟอร์มส่งข้อความวิดีโอชื่อดัง กลับไม่ได้เป็นสูตรแบบที่ใครหลายคนคิด จาก Startup เล็กๆ สู่ดีลพันล้าน Hiremath ร่วมก่อตั้ง Loom ในปี 2016 ร่วมกับ Joe Thomas และ Shahed Khan หลังจากที่เขาตัดสินใจดรอปเรียนจากมหาวิทยาลัย University of Illinois ไอเดียตั้งต้นเรียบง่ายมาก นั่นคือทำให้การสื่อสารในที่ทำงานง่ายขึ้นด้วยการอัดวิดีโอสั้นๆ แทนการพิมพ์ข้อความยาวๆ ไอเดียง่ายๆ นี้เติบโตเร็วเกินคาด Loom ระดมทุนได้เกือบ 200 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรายใหญ่อย่าง Sequoia Capital และ Andreessen Horowitz จนมูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะระดับ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 มีผู้ใช้งานลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน และมีลูกค้าที่จ่ายเงินราว 200,000 ราย จุดสูงสุดมาถึงในเดือนตุลาคม 2023 เมื่อ Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลีย เข้าซื้อกิจการ Loom ด้วยมูลค่าเกือบ 1,00
