SMEs เกษตร
ในยุคที่ภาคเกษตรกรรมไทยต้องเผชิญกับความผันผวนด้านราคาและกลไกตลาด การปรับตัวจากเกษตรกรถือเป็นทางรอดสำคัญ และหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของ คุณนพเก้า จันโย เกษตรกรรุ่นใหม่แห่ง “บ้านสวนย่าน้อย” อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ผู้ที่เปลี่ยนความหลงใหลในการปลูกกุหลาบให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง ด้วยการบริหารจัดการในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ พร้อมต่อยอดเป็น“กุหลาบอินทรีย์อบแห้ง” ขายในราคากิโลกรัมละ 5,000 บาท และยังถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น โลชั่นบำรุงผิว รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอื่นๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค จุดเริ่มต้นกุหลาบอินทรีย์ จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2555 เมื่อคุณนพเก้าตัดสินใจกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรของครอบครัว พร้อมกับตั้งโจทย์ว่า “จะทำเกษตรอย่างไรให้ยั่งยืน และไม่ทำลายสุขภาพ” คำตอบจึงตกอยู่ที่การทำ “เกษตรอินทรีย์” เริ่มจากนาอินทรีย์ และขยายผลมาสู่ “กุหลาบ” ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ตนเองชื่นชอบและสะสมสายพันธุ์ไม้ต่างๆ มาโดยตลอด โดยมองเห็นโอกาสในตลาดคนรักสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เธอจึงเลือกปลูกเป็นกุหลาบพันธุ์ไทยที่มีกลิ่นหอมโดดเด่น 2 สายพันธุ์ ได้แก
หากย้อนกลับไปในวันแรก จุดเริ่มต้นของที่นี่ไม่ได้เริ่มจากเห็ด แต่เริ่มจากการเลี้ยงไส้เดือนของ คุณชารีย์ บุญญวินิจ หรือ ลุงรีย์ เจ้าของ “OmakaHed (โอมากาเห็ด)” ที่คิดอยากนำไส้เดือนมาจัดการกับ “ขยะอาหาร” แต่ไส้เดือนนั้นก็ไม่ได้จัดการอาหารได้ทุกอย่าง สามารถจัดการได้แค่บางส่วน และเปลี่ยนมันออกมาเป็น “มูลไส้เดือน” ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง แต่คำถามสำคัญที่ต้องตอบเจตนาตัวเองให้ได้ก่อนว่า “ต้องการจัดการขยะอาหารหรือต้องการได้ปุ๋ยคุณภาพสูง” ซึ่งที่ฟาร์มลุงรีย์ มีการปรับเปลี่ยนโซนและขยับพื้นที่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้เป็นการคิดแบบหมดจด นั่นคือถ้าคุณเดินจากหลังฟาร์มเข้าหน้าบ้าน มันคือเรื่องของการจัดการขยะอาหาร ย้อนมาเป็นวัตถุดิบกลายเป็นมื้ออาหารแปรรูป แต่ถ้าเดินจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน มันคือการเริ่มจากร้านอาหาร ไปสู่ขยะอาหาร และจบที่ต้นตอของการจัดการ “มันก็มองได้สองทางเดิน มองได้สองแบบ ก็แล้วแต่ว่าใครถนัดจากดินไปบนฟ้า ใครถนัดจากบนร้านอาหารลงมาสู่ดิน” นิยามความยั่งยืนในแบบ ‘เกษตรกรอินดี้’ ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป แต่มันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลมากๆ ซึ่งเศร
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น แถมได้ดูแลพ่อแม่ “ถามว่ามีความสุขไหม ทำเกษตรแรกๆ คือร้องไห้เลย มือแตก มือลอก รู้สึกว่า “กูปิ๊กมาอะหยังวะ” ท้อมาก แม่ก็ไล่กลับไปอยู่เวียง (เชียงใหม่) แต่เรารู้สึกว่าไม่สนุก เลยกลับมาสู้ต่อ เพราะทำเกษตรสบายใจกว่า ไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองพอ ขยันมากก็ได้มาก และได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่ด้วย” คำบอกเล่าจาก คุณกระแต-วนิดา สุขกำแหง สาววัย 27 ปี เธอเติบโตมาในครอบครัวชาวสวนลำไย จึงซึมซับวิถีเกษตรมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งเมื่อได้ลองทำงานประจำ แต่ไม่ตรงใจ การกลับมาทำเกษตร อาชีพดั้งเดิมของพ่อแม่ จึงเป็นความตั้งใจจริง นำมาสู่การสร้างรายได้ต่อเดือนที่มั่นคงจากผักสลัด ที่เริ่มจากปลูกเล็กๆ ในสวนลำไย สู่การเช่าพื้นที่บนดอยเพิ่มผลผลิต งานประจำไม่ใช่ทาง คุณกระแต เล่าให้ฟังว่า เธอไม่มีทุนเรียนต่อปริญญาตรี หลังจบ ปวส. ด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จึงหยุดเรียนเพื่อหาทุนศึกษาต่อ โดยเลือกทำงานประจำ เป็นบาริสต้า เปิดร้านกาแฟ และเป็นบาร์เทนเดอร์ ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนนาน 2 ปี
“อย่ารอให้เกษียณแล้วค่อยทำ แต่ควรเริ่มตั้งแต่ตอนที่เรายังแข็งแรงอยู่ เพื่อที่จะได้มีเวลาเสพสุขกับมันไปนานๆ” จะมีสักกี่คนที่เลือกใช้วันหยุดจากงานประจำ กลับมาปลูกต้นไม้ ทำสวน และสร้างคาเฟ่เล็กๆ ด้วยตัวเอง ในคอนเทนต์ชุดพิเศษ “โอกาสธุรกิจเกษตร” เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ x เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาไปพูดคุยกับ คุณแป้ง-ธิดารัตน์ อนันตรกิตติ ที่นอกจากอาชีพหลักอย่างการเป็นผู้ประกาศข่าวแล้ว เธอยังสวมหมวกอีกใบ นั่นคือการเป็นเจ้าของคาเฟ่เล็กๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชื่อว่า “บ้านสวนกำไรสุข” โดยเธอใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำ ค่อยๆ สร้างพื้นที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังบ้านสวนแห่งนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องของการเปิดร้านอาหารหรือทำเกษตร แต่ยังเป็นเรื่องของความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากให้พิสูจน์ว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องรอถึงวันเกษียณเสมอไป เริ่มต้นจากความฝัน คุณแป้งเล่าให้ฟังปนรอยยิ้มว่า ความจริงแล้ว “เกษตรกร” คือความฝันแรกในชีวิต เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ทำเกษตร คุณพ่อเป็นเกษตรกรปลูกสวนมะม่วงมาตลอด แต่เพราะภาพจำในอดีตที่เห็นว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีรายได้น้อย อีกทั้งยังโดนกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง คุณแม่จึงไม่สนับสนุ
จากแม่ค้าขายผักสู่ผู้ปลุกตลาด “แตงโมสเปเชียลตี้” นี่คือเส้นทางธุรกิจของ “คุณณิชชา แก้วสุริยา” CEO บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด ผู้เปลี่ยนผลไม้ธรรมดาให้มีมูลค่าเพิ่มและมีสายพันธุ์ให้เลือกเหมือนคอลเล็กชั่นแฟชั่น กว่าธุรกิจจะเดินมาถึงจุดนี้ เธอเคยกู้เงิน 6 ล้านบาท สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตผัก ก่อนเผชิญวิกฤตฟองสบู่แตก ต้องขายตึก ขายแหวนแต่งงาน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการรับแตงโมมาขายที่ได้กำไรเพียงน้อยนิด เธอจึงตั้งคำถามตัวเองว่า “ขายแพงอย่างไรให้คนยอมซื้อ” นำไปสู่การเรียนรู้การปลูกแตงโม การตามล่าหาสายพันธุ์ใหม่ และการสร้างตลาดแตงโมที่แตกต่าง จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 30-40 ล้านบาท “สายพันธุ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ต้องผ่านมือเราทั้งหมด เราต้องการสร้างคุณค่าให้แตงโมแพงด้วยตัวมันเองผ่านสายพันธุ์ที่แปลกและมีคุณค่าตั้งแต่เนื้อยันเปลือก” คุณณิชชากล่าว กู้เงิน 6 ล้านสร้างธุรกิจ ก่อนเจอวิกฤตใหญ่ คุณณิชชาเป็นลูกเกษตรกรที่จับผลัดจับผลูมาช่วยพี่สาวขายผักในตลาดค้าส่ง ก่อนแยกตัวออกมาขายปลีก จากผักไม่กี่ชนิดเริ่มขายดีเป็นร้อยๆ ชนิด จากลูกค้ามากมายที่เข้ามาอุดหนุน ทำให้เธอมองเห็นโอกาสต่
จากจุดเริ่มต้นที่ต้องช่วยครอบครัวทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เขามีความอดทนและได้รับประสบการณ์จริง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างอาณาจักรฟาร์มไก่ไข่ที่แข็งแกร่ง นี่เป็นเรื่องราวของ คุณอรรณพ อัครนิธิยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร เครือแสงทอง–อัครา ผู้ที่การไม่ยอมแพ้ต่อวิกฤต จากการสร้างฟาร์มเล็กๆ สู่การปั้นแบรนด์ “AKARA” ให้กลายเป็นไข่ไทยคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จฟาร์มไข่ไก่ไทย คุณอรรณพ เล่าว่า ตนนั้นเติบโตมาในครอบครัวคนจีนย่านบางซื่อ ที่ต้องดิ้นรนทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก จากการช่วยครอบครัวทำสวนฝรั่ง ไปจนถึงช่วยแม่ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ทำให้เขาได้เรียนรู้การอ่านคน เข้าใจลูกค้า ฝึกการเจรจา และซึมซับความอดทนจากชีวิตจริง “สมัยก่อนผมมีความตั้งใจในการทำธุรกิจมาก คืออยากรวยกับเขาบ้าง ผมผ่านการทำงานมาหลากหลาย ทั้งการทำสวนทำไร่ตั้งแต่อยู่กับครอบครัว พอผมสร้างครอบครัวแล้ว มองไปถึงอนาคตของลูก ก็เลยมีโอกาสได้ทำฟาร์มไก่ไข่กับภรรยาขึ้นมา” การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เขาต้องย้ายจากกรุงเทพฯ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นครนายก และเป็นการนำไปสู่เส้นทางเกษตรกรรม
วัยรุ่นสองอาชีพ! วิศวกรโยธาปลูกผักขาย ทำตลาดยังไง ให้จับเงินเฉียดแสน ในปัจจุบันการมีอาชีพเดียวคงไม่เพียงพอ หลายๆ คนจึงเลือกมองหาอาชีพเสริม แม้ต้องแลกมากับการจัดสรรเวลาให้ดี แต่อย่างน้อยก็คุ้มค่ากับการมีรายได้เพิ่ม เพียงพอต่อการนำไปใช้จ่ายในส่วนต่างๆ เช่นเรื่องราวของ คุณเติ้ล-วิภู กรอบบาง แม้มีการงานอาชีพมั่นคง เป็นถึงวิศวกรโยธาเกี่ยวกับรถไฟฟ้า แต่เขายังแบ่งเวลา 1 ชั่วโมงหลังเลิกงาน และวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดวันเดียวมาปลูกผักขาย อีกทั้งยังต่อยอดขายสลัดผัก รวมถึงชุดทดลองปลูก จนสามารถสร้างรายได้เดือนละเกือบแสนบาท “ทุกคนถามแบบนี้ มีงานดีอยู่แล้ว ทำไมยังต้องหางานเพิ่ม ผมคิดว่าถ้าเราสามารถหาเวลาเพิ่มสักนิดแล้วได้เงินเพิ่ม ผมว่าก็ควรทำ เพราะอาชีพเดียวตอนนี้อยู่ไม่ค่อยได้จริงๆ” คุณเติ้ล เล่าให้ฟังถึงเหตุผลในการทำ “ผักบ้านน้องอีฟ” มานานเกือบ 1 ปี และว่า “ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสนใจเลย เห็นพ่อปลูก ยังถามอยู่เลยว่าปลูกทำไมเลอะเทอะใหญ่แล้ว แต่พอพ่อปลูกแล้วทำเงินได้จริงๆ ผมก็อยากลองปลูกบ้าง ให้พ่อช่วยสอน เราปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ ระบบน้ำนิ่ง ใช้กล่องโฟมเป็นภาชนะ แค่เติม
รู้หรือไม่ว่ากว่าจะมาเป็น ‘เลย์’ แผ่นมันฝรั่งทอดกรอบแสนอร่อยนั้น มีที่มายังไงบ้าง วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปหาคำตอบเบื้องหลังของทุกผลิตภัณฑ์ของ ‘เป๊ปซี่โค’ ที่มีทั้งทีมงาน พนักงาน จนถึงเกษตรกร ให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงเส้นทางของทุกโปรดักต์ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการเพาะปลูก หรือความท้าทายต่างๆ ที่ต้องเผชิญ ถ้าพูดถึง ‘เป๊ปซี่โค’ หลายคนคงคุ้นเคยกับเครื่องดื่ม เป๊ปซี่, เซเว่นอัพ, อควาฟิน่า, สติงค์ และแบรนด์ขนมชื่อดังอย่าง เลย์, ชีโตส, ตะวัน เป็นต้น ซึ่ง Pepsico ที่บริษัทอเมริกันมีรายได้กว่า 9.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ดำเนินธุรกิจกว่า 200 ประเทศทั่วโลก จากมันฝรั่ง สู่ ‘เลย์’ คุณสุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจ ประจำประเทศไทย และอินโดไชน่า บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หรือ “เป๊ปซี่โค ประเทศไทย” ผู้ผลิตเลย์ มันฝรั่งทอดกรอบ เล่าว่า “การปลูกมันฝรั่งในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลากว่า 30 ปี โดย 10 ปีแรก เรียกได้ว่าล้มลุกคลุกคลานมาก เพราะเรานำทฤษฎีจากต่างประเทศมาใช้ตรงๆ เลยไม่ได้ แต่พอเวลาผ่านไป 10 ปีหลังนี้ก็เริ่มปรับตัวได้” ในเรื่องของ PepsiCo Po
จะว่าไป คนยุคนี้เมื่อมีอายุเลย 60 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขเกษียณการทำงานอย่างเป็นทางการ หลายๆ ท่านยังมีเรี่ยวมีแรง และมีความรู้-ความสามารถ ไม่แพ้คนหนุ่มสาวสักเท่าไหร่ ผู้อาวุโส จำนวนไม่น้อย จึงพยายามหางานอดิเรก หรือแม้แต่ “อาชีพหลังเกษียณ” ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะไม่อยากปล่อยเวลาให้นับถอยหลัง ผ่านไปอย่างไร้ค่า “ชื่อ จันทร์เพ็ญ ทรงสวยรูป เป็นข้าราชการบำนาญ เกษียณแล้ว เลยหาช่องทางให้ตัวเองว่าในความรู้ความสามารถของเรา สามารถทำอะไรได้บ้าง” เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ ที่ใช้คำเรียกแทนตัวว่า “ป้าจิ๊ก” เริ่มบทสนทนาอย่างนั้น ก่อนย้อนที่มาของ “อาชีพหลังเกษียณ” ซึ่งเลือกทำมาถึงทุกวันนี้ให้ฟัง มีจุดเริ่มต้นจากปัญหาสุขภาพประจำตัว โดยมีคำแนะนำจากแพทย์ทางเลือก ให้ทานผักใบเขียวเป็นประจำจะทำให้การทำงานของตับดีขึ้น ซึ่งผักที่พอนึกออก เห็นมีแต่คะน้า แต่เธอไม่ชอบลักษณะ “เหม็นเขียว” ของมันมาก กระทั่งราว 7 ปีก่อนหน้า มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับ “เคล-Kale” ผักใบเขียวที่ไม่เหม็นเขียวมากนัก เลยใช้เวลาว่างทำการศึกษา ก่อนแบ่งพื้นที่ข้างบ้านทำแปลงและลงมือปลูก เมื่อได้ผลผลิตแล้ว นำมาปั่นกับผลไม้ ดื่มเป็นประจำตั้งแต่นั้นม
มากกว่าการค้าขาย คือการสร้างโอกาส “เจ้เอ๋-สากล วงศา” อายุ 54 ปี ผู้หญิงธรรมดาที่สร้างโมเดลธุรกิจไม่ธรรมดา จากผักหวานแปลงเล็กเพียง 4 ไร่ สู่การบริหารเครือข่ายเกษตรกรกว่า 150 ราย สร้างรายได้ที่ยั่งยืน พร้อมรอยยิ้มและความหวังใหม่ให้ผู้คนรอบตัว ด้วยแนวคิดที่ว่า “ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เมื่อเรารู้จักแบ่งปัน และเติบโตไปด้วยกัน” จากจักรเย็บผ้า สู่แปลงผักหวาน เจ้เอ๋ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหันมาทำเกษตร งานหลักคือการเย็บผ้าที่รับมาจากโรงงาน รายได้พอเลี้ยงชีพ แต่ไม่มากพอจะพาครอบครัวก้าวไปข้างหน้า จังหวะนั้น อบต. มีโครงการให้ชาวบ้านทดลองปลูกผักหวานบ้านเพื่อหารายได้เสริม พื้นที่เล็กๆ เพียง 4 ไร่ จึงถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการลองผิดลองถูกครั้งใหม่ เมื่อผักหวานเริ่มให้ผลผลิต ปัญหาก็ตามมา ตลาดที่รับซื้อมีไม่เพียงพอ ทุกเช้าต้องบรรทุกผักขึ้นท้ายรถ ออกตระเวนหาที่ขาย ลงทุนค่าผักและค่ารถวันละราว 1,500 บาท เพราะไม่อยากเช่าแผงค้า ความพยายามในที่สุดก็พามาถึงตลาดสี่มุมเมือง ที่นี่กลายเป็นคำตอบ วันหนึ่งขายได้หลักร้อยกิโลกรัม ยุคปี 2537 ราคากิโลละ 50 บาท รายได้เริ่มทำให้ชีวิตเบาขึ้น และมองเห็นอนาคตที่ชัดเจ
