หลักสูตรเรียนฟรี
ใครเลยจะรู้ ว่าก้านจากเครือกล้วยที่เหลือจากการคัดตัดแต่งแล้ว จะมีค่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกโดยไม่ต้องทิ้ง “ตลาดสี่มุมเมือง” พ่อค้า-แม่ค้า ได้นำเอาเศษขยะอินทรีย์อย่างก้านเครือกล้วยมาประยุกต์ใช้กับวิถีการค้าได้อย่างลงตัว โดยพื้นที่ตลาดค้าส่งแห่งนี้ เขาขายก้านของเครือกล้วยที่นำมาตัดแบ่งออกเป็นท่อนๆ ใส่ถุงพลาสติก ขายถุงละ 20 บาท กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ค้าที่จำหน่ายผลไม้อย่าง แผงแตงโม แผงส้มโอ และแผงสตรอเบอรี่ สำหรับแผงแตงโมและแผงส้มโอ จะนำเอาเครือกล้วยมาตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆ ตกแต่งปลายให้เฉียง แล้วมาวางไว้ตามมุมต่างๆ รอบกองแตงโมที่เรียงซ้อนกันเป็นรูปพีระมิด วัตถุประสงค์เพื่อบังคับการจัดเรียงสินค้าให้มีสวยงามและกันไม่ให้สินค้าลื่นไหลหรือล้ม แล้วทำไมพ่อค้า-แม่ค้า เลือกใช้วัสดุเหล่านี้มารองสินค้า ด้วยวิธีจัดเรียงสินค้าหน้าร้านแบบเดิมเขาจะใช้ไม้เนื้อแข็งมาตัดมุมเฉียงในการรองสินค้าที่จำหน่ายหน้าร้าน แต่เนื่องจากองศาของไม้รองไม่เหมาะสมกับการจัดเรียง และต้องเตรียมไม้ขนาดต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสินค้าในจำนวนมาก ยิ่งสินค้าที่กองไว้หน้าร้านเริ่มมีอายุมากขึ้นเปลือกก็จะนิ่มลง และการใช้ของแข
ในประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเลี้ยงและให้ความสำคัญกับแมวที่เลี้ยงไว้ เปรียบเหมือนคนในครอบครัว ดังนั้น เรื่องของใช้ต่างๆ ของแมว อาหารการกินของแมวก็ย่อมต้องพิถีพิถันและใส่ใจอย่างมาก ตั้งแต่วัตถุดิบชั้นดีที่นำมาทำ รสชาติที่อร่อย แพ็กเกจหรือหีบห่อที่มีสีสันดึงดูดใจ ความหลากหลายของขนมรูปแบบต่างๆ เพื่อนำมาเสนอสนองให้แมวไม่มีเบื่อ ผมมีโอกาสได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เมื่อไปแล้วก็ต้องตามหาขนมแมวหลากหลายชนิดที่เลื่องลือกันว่า ขนมแมวญี่ปุ่นมีรสชาติที่ถูกใจแมวเป็นที่สุด ขนมแมวญี่ปุ่น จะมีขายตามร้านเพ็ตช็อปทั่วไป ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือในร้านดองกี้ที่คนไทยชอบไปซื้อของก็จะมีโซนสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีขนมแมวอยู่หลากหลายแบบให้เลือก ขนมแมวที่ประเทศญี่ปุ่นแม้จะมีแบรนด์หรือยี่ห้อเดียวกันกับขนมแมวที่ผลิตในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ แต่เมื่อนำมาเทใส่ชามให้แมวเลือกกิน น่าแปลกที่แมวกลับเลือกกินขนมแมวที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นก่อนเสมอ ขนมแมวที่ฮอตฮิตที่สุดก็จะเป็นจำพวกขนมแมวเลีย รองลงมาก็จะเป็นขนมปลาชิ้น ทั้งแบบปลาต้ม ปลาแห้ง และมีขนมแมวแบบกรุบกรอบสอดไส้อร่อยๆ อีกด้วย ขนมแมวมีรุ่นพัฒนามาเพื่อวัตถุประสงค์บางอ
นายอาทร จันทวิมล ผู้ประสานงานศูนย์น้ำใจไมตรี กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์น้ำใจไมตรีได้เปิดสอนประชาชนประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ที่จะใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่ท้องสนามหลวงจนถึงวันครบรอบเสด็จสวรรคต 100 วัน หลังจากนั้นทางศูนย์น้ำใจฯ ยังคงเปิดสอนตามที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตามที่มีหน่วยงานต่างๆ ร้องขอมา อย่างช่วงนี้ตั้งแต่วันที่ 10 – 14 มี.ค. มีเปิดสอนที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน และคิดไว้ว่าจะประสานกรมราชทัณฑ์เพื่อขอเข้าไปสอนผู้ที่อยู่ในเรือนจำ นอกจากนี้ เตรียมส่งวิทยากรไปยังต่างจังหวัดและให้คนจากจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมเรียนด้วยเพื่อให้นำไปสอนคนในพื้นที่ตัวเองด้วย นายอาทร เปิดเผยอีกว่า ที่ผ่านมามีผู้มาเรียนแล้วจำนวน 5,000 คน และมีรายชื่อผู้ที่สามารถติดต่อได้ผ่านทางโปรแกรมไลน์อีกประมาณ 2,000 คน พร้อมเรียกระดมพลมาช่วยกันก่อนหน้าจะมีพระราชพิธีประมาณ 1 เดือน โดยเราใช้วัสดุที่ทำจากธรรมชาติ เช่น เปลือกข้าวโพด ใบไผ่ ใบตอง หรือใบจากต้นยางพารา แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำดอกไม้จันทน์ที่ใช้จริงเพราะยังเหลือเวลาอีกนาน เวลานี้จึงอยากเน้นการฝึกฝีมือกระจายความรู้ไปให้มากที่สุดเท
ปัจจุบันสตรอว์เบอร์รี ไม่ได้เป็นผลไม้เมืองหนาวอีกต่อไปแล้ว จะเห็นได้ว่าทุกภาคในประเทศไทยสามารถปลูกสตรอว์เบอรี่ได้ ดั่งเช่นที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าของไร่ คือ คุณพิมพ์วรัตน์ คำเรือง หรือคุณน็อต สาวนักบัญชี จากรั้วมหาวิทยาลัยสยาม ลบคำสบประมาทจากเพื่อนบ้าน ปลูกสตรอว์เบอรี่ โกยเงินล้าน น็อต เล่าว่า หลังเรียนจบคณะบัญชี จากมหาวิทยาลัยสยาม ก็ไม่คิดทำงานประจำ คิดแต่เพียงว่าจะกลับบ้าน ไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ เพราะพ่อแม่เป็นเกษตรกร ปลูกมะนาว ปลูกแตงกวา ปลูกถั่วฝักยาว แต่ทว่าพืชผักเหล่านั้นราคาไม่แน่นอน เลยทดลองหาผลไม้แปลกๆ มาปลูก ในที่สุดเลือกปลูกสตรอว์เบอรี่ พ่อกับแม่ของคุณน็อต มีอาชีพเป็นเกษตรกรมาตลอดทั้งชีวิต โดยลูกสาว บอกว่า เมื่อก่อนจะปลูกพืชล้มลุก เช่น มะนาว ถั่ว แตงกวา ปลูกแบบนี้สลับหมุนเวียนไป ส่งขายพ่อค้าคนกลาง บางปีขาดทุน ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ราคาพืชผลเกษตรไม่ดี บางปีมะนาวต้นตลาด เกิดปัญหาเดิมๆ ซ้ำซาก อยู่แบบนี้เรื่อยมา ภายหลังที่คุณน็อตเรียนจบ หญิงสาวปฏิเสธชีวิตมนุษย์เงินเดือน แล้วกลับมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ ทำสวน แต่ครั้งนี้ไม่ปลูกพืชล้มลุก หันไปปลูกสตรอว์เบอร์รีแทน โดยมีเหตุผลว่า สตรอ
ชุดไทย นับเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ที่สร้างความภาคภูมิแก่คนในชาติมาเป็นเวลาช้านาน เพราะด้วยมีลักษณะเฉพาะตัว ผืนผ้ามีความมันวาว เนื้อเรียบ ตกแต่งลวดลายไทยๆ และมีสีสันสะดุดตา เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวต่างแดน บางคนถึงกับซื้อติดมือกลับไปบ้านเกิดของตน แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนไทยกลับมองว่าชุดไทยล้าหลัง ไม่น่าสวมใส่เหมือนชุดแฟชั่นตามกระแส ทำให้ความนิยมใส่ชุดไทยลดน้อยลงไป รับวัฒนธรรมการแต่งกายต่างชาติเข้ามาแทน คุณบี-ลลดา ตรงต่อศักดิ์ วัย 26 ปี นับเป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสืบสานความเป็นไทย ผู้ก่อตั้งเสื้อผ้าแบรนด์ April’s (เอพริล’ส) รณรงค์ให้คนไทยสวมใส่ชุดไทยได้ทุกวัน ออกแบบชุดไทยด้วยการเลือกสีสัน ลวดลายให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ ดูสมวัย และราคาไม่แพง คุณบี แนะนำตัวก่อนว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ วิชาเอกภาษาจีน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อจบการศึกษามา ก็เข้าทำงานออฟฟิศ ตำแหน่งพนักงานประสานงาน ที่สถาบันรับรองมาตรฐาน ISO อยู่นาน 2-3 ปี เมื่อถามว่ามาเริ่มจับธุรกิจชุดไทยได้อย่างไรนั้น คุณบี เล่าว่า ในขณะที่ทำงานออฟฟิศอยู่นั้น มีช่วงหนึ่งที่มีการรณรงค์ให้พนักงานใส่ชุดไทยไปทำงาน ค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ร้านแม่ชุน ซึ่งเปิดขายอาหารหลากหลายชนิดให้ประชาชนและเด็กนักเรียนที่สัญจรผ่านไปมาได้เลือกซื้อในราคา 10 บาท ทุกอย่าง โดยร้านตั้งอยู่บริเวณริมถนนเทศบาล 7 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งในแต่ละวันจะทำข้าวสำเร็จรูปหลากหลายชนิดใส่ในจานโฟม แรปด้วยพลาสติกใช้ห่ออาหาร เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและแมลงที่แพร่เชื้อโรค หลังจากเปิดขายได้เพียง 10 วัน ลูกค้าต่างเข้ามาอุดหนุนกันเป็นจำนวนมากจนบางวันขายแทบไม่ทัน จากการสอบถาม นาง พัชรินทร์ หรือคุณยายชุน เครือประสิทธิ์ อายุ 70 ปี ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า ตนยึดอาชีพเป็นแม่ค้าขายอาหารตามสั่ง ข้าวแกง ผัดไทย มานาน 10 ปี ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาเห็นว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดีคนมีกำลังซื้อน้อย จึงสงสารคนที่มีรายได้น้อยหาเช้ากินค่ำ และนักเรียนที่ยังต้องขอเงินจากผู้ปกครองมาโรงเรียน จึงได้ใช้พื้นที่หน้าบ้านของตนเองที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนวัดโล่ห์สุทธาวาส ริมถนนเทศบาล 7 เปิดเป็นร้านขายอาหารให้เลือกซื้อหลากหลายชนิด ในราคา 10 บาท พยายามไม่ให้เมนูจำเจ โดยเปิดเกือบ 1 เดือนแล้ว เป็นการสวนกระแสเศรษฐกิจขายในราคาประหยัดให้กับปร
“ผักหวาน” ผักที่สามารถปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนู มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และถึงแม้จะใช้เวลาปลูกค่อนข้างนาน แต่เมื่อได้ผลผลิตแล้ว ก็นับว่าคุ้มค่ากับการรอคอยเลยทีเดียว คุณณัฐติกาญจน์ เจริญทรัพย์ หรือ น้ำผึ้ง หญิงสาวหน้าคมวัย 28 ปี เด็กเทคนิค จบ ปวส.จากวิทยาลัยเทคโนโลยีละโว้ จังหวัดลพบุรี เธอคือทายาทสวนผักหวานป่าเจริญทรัพย์ ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจปลูกผักขาย ต่อจากคุณแม่ จนทำให้ตระกูลนี้ ขึ้นแท่นเศรษฐีชาวสวน น้ำผึ้ง เล่าว่า คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก หลังเรียนจบสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ราว พ.ศ. 2550 มาช่วยแม่ปลูกผักหวานและพืชผักชนิดอื่น อาทิ ชะอม ถั่วพลู ข้าวโพด บนพื้นที่ 40 ไร่ ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี แต่ทว่าตอนขาย “ผักหวาน” ได้ราคาดีที่สุด เฉลี่ยกิโลกรัมละ 70 – 80 บาท ขณะที่ข้าวโพดขายได้เพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาท หนที่สุดเลยเลือกปลูกแต่เฉพาะผักหวานเท่านั้น คุณแม่ของน้ำผึ้ง ปลูกผักขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งได้ลูกสาวมาช่วยบริหาร ปัจจุบันเป็นทั้งเกษตรกรและแม่ค้าเต็มรูปแบบ กล่าวคือ ปลูกเอง ส่งขายเอง รับซื้อจากเกษตรรายอื่นมาขายต่อด้วยบวกกำไรกิโลกรัมละ 30 บาท “ดิฉันปลูกผักหวาน บนพื้นท
เลยจากตัวเมืองนครสวรรค์หรือเมืองสี่แคว ไปทางกำแพงเพชรเล็กน้อย บริเวณนั้นคือ พื้นที่ของอำเภอบรรพตพิสัย สองข้างทางทิวทัศน์สวยงามดี คุณธนกร ฐานะปัญญาดี ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ได้ขับรถนำไปยังแปลงปลูกแตงโมพันธุ์ทรายทอง ของ คุณมานะ เพชรนิล อยู่บ้านเลขที่ 385 หมู่ที่ 5 ตำบลท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ คุณมานะ เพชรนิล หรือที่คุณธนกรเรียกอานะ ปลูกแตงโมหมุนเวียนตลอดปี โดยปลูกครั้งละ 30 ไร่ ตัวเขาเองมีที่ดิน 2 แปลง จึงสลับทำนากับปลูกแตงโม ช่วงหน้าฝนปลูกแปลงที่สูงหน่อย ครั้นหน้าแล้งก็ย้ายลงยังแปลงที่ลุ่ม อานะ ปลูกได้ 6-7 ตัน ต่อไร่ “ปลูกมานานกว่า 10 ปีแล้ว ฤดูกาลไม่มีผล ปลูกได้ทุกฤดู” อานะบอก ช่วงนี้นิยมแตงโมผลใหญ่ สมัยเก่าก่อน แตงโมมีขายมากๆ คือช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน แตงโมเย็นๆ ในสภาวะอากาศที่อบอ้าว ช่วยลดอุณหภูมิและทำให้ร่างกายสดชื่น ในยุคดิจิตอล แตงโมมีผลผลิตวางขายมากทุกฤดูกาล ทั้งนี้เพราะมีการวิจัยพันธุ์ให้เหมาะสมแต่ละฤดู การเลือกพื้นที่ปลูกก็สำคัญ เทคโนโลยีก็ก้าวหน้า แต่ที่สำคัญมากนั้น เกษตรกรผู้ปลูกสั่งสมประสบการณ์ กลายเป็นภูมิปัญญาล้ำค่า คุณ
“ปารีฮัท” เป็นที่พักเก๋ ๆ ตั้งอยู่ท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ลักษณะเป็นกระท่อมทรงกลม โครงสร้างเป็นไม้ไผ่ ส่วนหลังคามียอดแหลมเหมือนหางปลากระเบนมุงด้วยหญ้าแฝก ข้างกระท่อมมีเปลยวนผูกไว้ให้นอนสัมผัสลมทะเล ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง หรือจะนอนชิวล์ ๆ บนระเบียงมองวิวทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตาก็ย่อมได้ คุณพรรษพร หงศ์ลดารมภ์ เจ้าของ ปารีฮัท ได้ให้ข้อมูลว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นมรดกตกทอดมาจาก คุณปู่ เเละ คุณย่า ตระกูลหงศ์ลดารมภ์ ส่วนแรงบันดาลใจในการสร้างรีสอร์ตสไตล์บอร์เนียว มาจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องปืนใหญ่จอมสลัดที่เคยมาใช้ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ซึ่ง “ปารี” เป็นชื่อของพระเอกในเรื่องมีความหมายตามภาษามลายู แปลว่า กระเบน จึงนำมาตั้งชื่อรีสอร์ต และคงสถาปัตยกรรม การออกแบบเป็นไปตามฉากหนัง สำหรับระยะเวลาก่อสร้างใช้เวลาไม่นาน เพราะขนคนงานมากันเป็นกองทัพ ประกอบกับได้คนในครอบครัวเข้ามาช่วยคุมงาน เบ็ดเสร็จใช้เงินลงทุนไปเกือบ 10 ล้านบาท จากฉากในภาพยนตร์ถูกเนรมิตรออกมาเป็นรีสอรต์ได้อย่างปราณีตเเละสมบูรณ์แบบมากที่สุด เนื่องจากได้น้องสาวของคุณพรรษพร ซึ่งเป็นสถาปนิกฝีมือดี ดีกรีระดับอาจารย์
สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำแก่หลายๆ คนมาแล้ว บางคนถึงขนาดตั้งตัวได้ สำหรับ “มะกรูด” พืชในตระกูลส้มเพราะเป็นพืชที่ขายง่าย ตลาดมีความต้องการทุกวัน ขนาดคุณอุ้ย หรือคุณพิบูลศักดิ์ ละออง เจ้าของสถานตรวจสภาพรถ อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ยังเอ่ยปากชมว่า “มะกรูด” สร้างรายได้ให้ไม่แพ้งานประจำ คุณอุ้ย ปัจจุบันอายุ 34 ปี เขาเป็นเจ้าของสถานตรวจสภาพรถ อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรีพร้อมๆ กับปลูกมะกรูดไปด้วยภายในอู่ซ่อมรถ ซึ่งเขาใช้วิธีปลูกระยะชิด 50X50 ซม. ระยะนี้ปลูกเต็มพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 4,000 ต้น ปัจจุบันปลูกมะกรูด 2 ไร่ ก็ 8,000 ต้น ระยะเวลา 8 เดือน มะกรูดจะโตเต็มวัย จากนั้นทุกๆ 2 เดือนสามารถตัดขายได้ แต่ละรอบ ให้ผลผลิตราว 1 – 1.5 ตัน ด้านราคาขายถ้าแบบมีก้านติด กิโลกรัมละ 7-15 บาท ขายเฉพาะใบล้วนๆ กิโลกรัมละ 40-60 บาท ราคาดังกล่าวปรับขึ้น – ลง ตามฤดูกาล คุณอุ้ย เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่หันมาปลูกมะกรูด เพียงอยากจะมีรายได้เสริม แต่มีเงื่อนไข 4 ข้อ คือ 1.ต้องเป็นไม้ยืนต้นที่ไม่ต้องรื้อและปลูกใหม่ 2.ต้องสามารถทำได้บนพื้นที่ 1 ไร่ เพราะเดิมที่ดินมีแค่นี้ 3.ต้องเป็นพืชที่ไม่ถูกบีบเรื่องระยะเวลาการเก็บเกี
