หลักสูตรเรียนฟรี
เมื่อเร็วๆ นี้ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ ได้วิจัย *“ยาหม่องจากสารสกัดหอมแดง”* เนื่องจากสารสกัดจากหอมแดง ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ลดอาการบวม และลดการเกิดผื่นแดงจากพิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้ดี ทั้งยังบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก เนื่องจากในหอมแดงมีสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ส่วนในน้ำมันหอมระเหย มีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ และสารไดอัลลิลไตรซัลไฟด์ นอกจากนี้ ยังพบว่าในหอมแดงมีสารที่มีความสามารถในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ และแบคทีเรีย ดังนั้น ยาหม่องจากสารสกัดหอมแดงที่ได้พัฒนาขึ้น จึงมีสรรพคุณลดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ลดอาการบวม ลดการเกิดผื่นแดง ลดอาการอักเสบ และบรรเทาอาการหวัด ผศ.ชื่นสุมณ ยิ้มถิน อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า กระบวนการทำคือนำหอมแดงมาสกัด ด้วยไขมัน นำไปเป็นส่วนผสมของยาหม่องจากสารสกัดหอมแดง จึงได้ผลิตภัณฑ์ยาหม่องสมุนไพรที่ทำ จากสารสกัดหอมแดง ที่มีประสิทธิภาพในการลดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ลดอาการบวม ลดการเกิด ผื่นแดง ลดอาการอักเสบ และบรรเทาอาการหวัดได้เป็นอย่างดี ล่าสุดงานวิจัยดังกล่าวได้รับรางวัลเกียรติยศจ
ที่ศาลาประชาคม หมู่ที่ 3 บ้านด่านโลด ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง มีการเปิดอบรมโครงการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนของรัฐบาล ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน จำนวน 60 คน จากจังหวัดพัทลุง ภูเก็ต ระนอง และจังหวัดตรัง คุณปารีณา ภคุโล เกษตรอำเภอตะโหมด กล่าวว่า โครงการ 9101 ของรัฐบาล ทางกลุ่มผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน เป็นโครงการของรัฐบาลที่มีค่าแรงตอบแทน และมีค่าวัตถุดิบ ทั้งนี้ รัฐบาลดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และหากโครงการดำเนินไปได้ดีมีความเข้มแข็ง เมื่อมีผลตอบรับที่ดีก็จะมีการลงทุนต่อยอดต่อไปได้ แล้วจะเป็นโครงการ 9102 ต่อไป ด้าน คุณสุชาติ สาเหล็ม กำนันตำบลแม่ขรี กล่าวว่า โครงการ 9101 ทางกลุ่มได้จัดตั้งจดทะเบียน เป็นกลุ่มปุ๋ยมูลไส้เดือน มีสมาชิก จำนวน 60 คน ด้วยงบประมาณ 60,000 บาท ซึ่งผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน สามารถต่อยอดในการทำเกษตรต่างๆ ได้ โดยสอดรับเหมาะสมกับพื้นที่ โดยนำมาใช้เองและจำหน่าย ทั้งนี้จะดำเนินการให้เป็นศูนย์เรียนรู้อีกต่อไปด้วย “ปุ๋ยมูลไส้เดือน เป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉ
อดีตนางแบบ FHM สู้ชีวิต จากเด็กขายผลไม้ได้เงินวันละ 200 สู่เจ้าของร้านสปาและความงามชื่อดัง เป็นนางแบบที่ใฝ่ดีและรักการทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก สำหรับอดีตมิส FHM Girls Next Door เอฟเอชเอ็ม เกิร์ล เน็กซ์ ดอร์ ปี 2011 โมเดล – กรกมล บุญเฉย สาวหุ่นเซ็กซี่ที่ไม่ได้มีดีแค่เฉพาะความสวย เพราะเธอยังมีความสามารถในธุรกิจ ชนิดว่ามีหัวการค้าตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม เริ่มต้นจากการขายผลไม้มีกำไรวันละ 200 – 300 บาท ระดับชั้นมหาวิทยาลัยเปิดร้านขายข้าวไข่เจียว ขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด ขายเครื่องสำอาง ปัจจุบันสาวหุ่นสวยวัย 28 ปี รับงานในวงการบันเทิงน้อยลง แล้วหันมาสวมบทนักธุรกิจเต็มตัวทุ่มงบหลักล้านเปิดร้านนวดไทย Happy spa ตั้งอยู่ถนนเพชรบุรีซอย31 กทม. ขยายสาขาไปประเทศมาเลเซีย1 สาขาใช้ชื่อร้าน chantra ร้านทำเล็บ wink nail ที่เทอมินอล 21 (กทม.) และเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์ ANMYNA นำเข้าจากประเทศไต้หวัน โมเดล เล่าว่า ส่วนตัวชอบทำธุรกิจ ชอบค้าขาย แม้จะเข้าวงการนางแบบก็ยังขายของ เพราะมองว่าอาชีพนางแบบไม่ยั่งยืน มีนางแบบรุ่นใหม่ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้นต้องหาอาชีพสำรองไว้ สำหรับร้านนวดเปิดตอนอายุ 24 ปี ลงทุนเซ็ง
จะดีแค่ไหนหากมีธุรกิจที่ช่วยใส่ใจโลก รักษาสิ่งแวดล้อม ให้ทุกคนลดการใช้ขยะในชีวิตประจำวันได้อย่างสนุก เพียงแค่นำบรรจุภัณฑ์มาซื้อของตัก ตวง เติม แบบรีฟิลได้ตามใจชอบ โดยที่ไม่ต้องหมดเงินจำนวนมากไปกับการซื้อของชิ้นใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะใช้หมดเมื่อไหร่ เจ้าของไอเดียดังกล่าว ชื่อ คุณเมี่ยว-ฤดีชนก จงเสถียร สาวสวยวัย 30 ปี ดีกรีปริญญาโทบริหารธุรกิจ Master of Management Studies Duke University Fuqua School of Business สหรัฐอเมริกา เธอเปิดร้าน “ซีโร่โมเมนต์ รีฟิลเลอรี่ (ZeroMoment Refillery)” ร้านรักษ์โลก บนเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางเมตร ร้านนี้ก่อตั้งขึ้นมาได้เพียง 1 เดือน จากจุดเริ่มต้นของคุณเมี่ยวที่อยากทำธุรกิจเพื่อสังคมอยู่แล้ว ซึ่งในต่างประเทศเองมีไอเดียธุรกิจร้านขายของชำแนวนี้อยู่จำนวนมาก การพกภาชนะมาซื้อของเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ต่างจากในประเทศไทยซึ่งยังไม่เป็นที่แพร่หลาย “เมืองไทยยังไม่มีร้านแบบนี้ให้ลูกค้า เลยนำแนวคิดตรงนี้มาปรับรูปแบบให้เข้ากับคนไทยมากขึ้น สร้างทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าได้มีช่วงเวลาสั้นๆ มาที่นี่ เป็นช่วงเวลาที่ไม่สร้างขยะ สอดคล้องกับชื่อร้าน ZeroMomen
ปี 61 นับเป็นอีกหนึ่งปีทองในวงการอสังหาริมทรัพย์ วัดจากตัวเลขการเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ที่มีมากถึงเกือบ 70,000 ยูนิต ด้วยมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท บางทำเลมีความโดดเด่น โดนใจ ขายดิบขายดี ยอดจองเต็มตั้งแต่เริ่ม แต่บางทำเลก็กลายเป็นทำเลปราบเซียน อัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายแค่ไหน ก็ยังทำตัวเลขไม่ได้ดังหวัง ลองมาดูกันว่า ทำเลไหนรุ่ง ทำเลไหนร่วง ประจำปี 2561 ต่อเนื่องมาถึงปี 2562 ซึ่งทำวิจัยเอาไว้โดยบริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด คุณภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ทำเลทองที่มีความโดดเด่นที่สุดในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะยังคงเป็นทำเลดาวรุ่งต่อเนื่องถึงปีนี้ มีอยู่ 5 ทำเล คือ 1. สุขุมวิท 55 หรือทองหล่อ 2. พญาไท-ราชเทวี 3. รามคำแหง 4. เอกมัย และ 5. พระราม 9-รัชดาภิเษก โดยเฉพาะซอยทองหล่อ มีการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2561 ถึง 7 โครงการ รวม 2,358 ยูนิต มูลค่ากว่า 22,900 ล้านบาท แต่ละโครงการขายให้นักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี และบางโครงการมีการปรับราคาขายขึ้นไปสูงกว่า 350,000 บาท ต่อตารางเม
อยู่ริมน้ำได้เปรียบ ปลูกผักบุ้ง ผักกระเฉด ขายได้เงิน เเทบไม่ต้องลงทุน ปลูกผักบุ้ง – การใช้ประโยชน์จากที่พักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำด้วยการปลูกผัก เลี้ยงปลา ถือเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทยมาช้านาน ด้วยเจตนาเพื่อใช้เป็นอาหารในครัวเรือน หรือบางรายทำหลายชนิดเพื่อยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงปากท้องในครอบครัว คุณดวงเดือน ทองญวน อยู่บ้านเลขที่ 74/2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ดังนั้น เธอจึงใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผักบุ้งและผักกระเฉดแบบชีวภาพ ตลอดริมฝั่งแม่น้ำซึ่งติดกับเนื้อที่บ้านไปเป็นแนวยาวกว่า 300 เมตร ยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานกว่า 20 ปี ด้วยความที่ต้องเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก จึงทำให้คุณดวงเดือนมองว่าในยามว่างควรหาอะไรทำที่ได้เงิน เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกัน การมีบ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำจึงสบโอกาสให้เธอใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผักบุ้งแล้วเก็บขาย เพราะมองว่าไม่ได้ลงทุน หรือลงแรงอะไรมากนัก “สมัยก่อนที่เริ่มทำในละแวกนี้ยังไม่มีใครทำกัน พอได้รู้ว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ถัดออกไปไกลจากบ้านตัวเองทำอาชีพนี้อยู่จึงพายเรื
“บ้านดินริมคลอง” เป็นรีสอร์ตอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร สร้างขึ้นภายในบริเวณสวนผลไม้ชื่อ “สวนลุงฮุย” ที่นำไม้ผลชื่อดังจากทางภาคตะวันออก อย่าง ทุเรียน เงาะ กระท้อน ฯลฯ มาปลูกจนได้คุณภาพ จัดเป็นแหล่งเรียนรู้การเกษตรผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยในช่วงหน้าผลไม้ เปิดให้เข้าชมและชิมไม้ผลเหล่านั้น ด้วยการจับจองที่พักที่มีทั้งแบบบ้านดินและธรรมดาหลายแบบ หลายขนาด พร้อมไปกับความสนุกสนานจากกิจกรรมทางธรรมชาติของสวนพันธุ์ไม้ และบรรยากาศริมคลอง อย่าง พายเรือ ล่องแพ ตกปลา หรือนั่งพักผ่อน “บ้านดินริมคลอง” บริหารและจัดการโดย ครอบครัวศรีงาม ที่มี คุณศุภชัย-สามี คุณมณฑิรา -ภรรยา และคุณวศิน–ลูกชาย ตั้งอยู่เลขที่ 238 หมู่ 2 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (084) 688-5766, (086) 441-0954 รีสอร์ตผสมผสานสวนผลไม้แห่งนี้ เริ่มต้นด้วยการถูกสร้างขึ้นจากเหตุผลเพื่อใช้สำหรับไว้เป็นสถานที่พักผ่อนของครอบครัวก่อน ครั้นเมื่อมีญาติมิตรเพื่อนฝูงที่แวะเวียนมาเที่ยวสวนผลไม้กันคับคั่งมากขึ้น จึงตัดสินใจสร้างบ้านพักขึ้นอีกหลายหลัง หลายแบบ ขณะเดียวกัน ผลไม้ในสวนแห่งนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปลูกแบบมีคุ
แวนด้า (Vanda) เป็นชื่อของกล้วยไม้สกุลหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกและมีการพัฒนาสายพันธุ์มากที่สุด แวนด้าเป็นกล้วยไม้ที่อยู่ในประเภท โมโนโพเดี้ยล คือกล้วยไม้ที่ไม่แตกกอ มีการเจริญเติบโตไปทางยอด รากเป็นรากอากาศ ใบมีลักษณะกลมแบนหรือร่อง ใบจะเรียงตัวซ้อนสลับกัน ช่อดอกจะออกด้านข้างของลำต้นสลับกับใบ ช่อดอกของแวนด้าจะยาวและแข็ง ส่วนกลีบดอกนอกและกลีบในมีรูปร่างคล้ายคลึงกัน สีดอกของแวนด้ามีหลายสีและที่ได้รับความนิยมคือ สีน้ำเงินเข้ม สีครามอ่อน สีชมพู สีเหลือง หากปลูกรวมกันมากๆ จะเห็นถึงความสวยงามของสีที่สลับกัน ดูสวยงามหลากหลายสีสันน่าชวนมอง ดอกแวนด้าสามารถอยู่ทนสำหรับการปักแจกันได้ 5-7 วัน และออกดอกตลอดทั้งปี คุณวสันต์ ชุบคำ อยู่บ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 13 ตำบลคุ้งพยอม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ได้สืบทอดการทำสวนกล้วยไม้แวนด้าต่อจากครอบครัว โดยการนำเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆ เข้ามาช่วย ทำให้การจำหน่ายเข้าถึงลูกค้าได้เป็นวงกว้าง แม้แต่ลูกค้าต่างประเทศที่ชื่นชอบในไม้ชนิดนี้ ก็ติดต่อเข้ามาดูแวนด้าถึงในสวนของเขา เกิดเป็นรายได้จากการขายทั้งในและต่างประเทศ คุณวสันต์ ชุบคำ คุณวสันต์ เล่าให้ฟัง
หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ด้วยสาระสำคัญ 3 ด้าน คือ คนไทยรู้จักปลากัดมายาวนาน ปลากัดมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว และสามารถเพาะพันธุ์ต่อยอดเป็นธุรกิจสร้างอาชีพให้คนไทยได้ มีข้อมูลผู้ประกอบการไทยส่งออกปลากัดระหว่างปี 2556 – 2560 ประมาณ 20.85 ล้านตัวต่อปี ส่งไป 95 ประเทศทั่วโลก มูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยราคาตัวละ 5.42 บาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี คุณสุวรรณีย์ แสงดี หรือ “คุณแอน” เจ้าของธุรกิจ เจ๊แอนปลากัด ร้านดังในตลาดนัดจตุจักรเปิดมายาวนาน 11 ปี ร่วมแสดงความคิดเห็นเรื่อง ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ว่า “ปัจจุบันปลากัดในท้องตลาดมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อ ครม.มีมติให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ คาดว่าสัตว์น้ำชนิดนี้จะขายดียิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งไปรษณีย์ไทยอำนวยความสะดวกมีบริการส่งปลากัดภายในประเทศ เชื่อว่าจะส่งผลให้ธุรกิจปลากัดขยายตัวมากขึ้น ตลาดปลากัดจะกว้างขึ้น” เมื่อปลากัดกลายเป็นสัตว์น้ำประจำชาติและส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทย คุณสุวรรณีย์ มีแผนสร้างรายได้เพิ่ม
แม้จะเป็นนวนิยายเฉพาะกลุ่มแต่ความนิยมกลับพุ่งขึ้นทุกขณะ สำหรับนวนิยายชายรักชาย หญิงรักหญิง ซึ่งในกลุ่มรักเพศเดียวกันจะเรียกนวนิยายเหล่านี้ว่า “นวนิยายวาย” ด้วยความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีนักเขียนหน้าใหม่ๆ ทยอยแจ้งเกิดในเวทีน้ำหมึก ทั้งที่เผยแพร่งานเพื่อขาย เอาใจผู้อ่าน และสนองความสุขของตนเอง ลาออกจากงาน มาแต่งนิยาย เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เจ้าของนามปากกา หน่วยกล้าวาย คุณจิรฐา กองมา นักเขียนอิสระ ดีกรี ป.ตรี จากคณะวิทยาการ สาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม บรรดาแฟนคลับรู้จักในนามปากกาว่า “หน่วยกล้าวาย” เธอเขียนนวนิยายวายจากความสุขล้วนๆ ผลงานเรื่องแรกเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์เมื่อปี พ.ศ. 2552 ปัจจุบันเป็นเจ้าของนวนิยาย 5 เรื่องสุดฮิต ถูกตีพิมพ์ไปมากกว่า 5,000 เล่ม อาทิ ซอโซ่ล่ามธีร์ ชอกะเชร์คู่กันต์ ญอผู้หญิงโศกา เพลิงนที และขว้างรักไม่พ้นคอ ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางนักเขียนนวนิยายวาย คุณจิรฐาเคยทำงานประจำไปด้วย เขียนนิยายไปด้วย “ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยม ทำอยู่เกือบปี รู้สึกว่าขี้เกียจทำงานประจำ ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อมาทำงานให้ทันตามเวลาราชการ หลังจากเลิกงานเห
