หลักสูตรเรียนฟรี
เปลี่ยนทำนา มาปลูกหญ้าหวาน รายได้เพิ่ม 7 เท่า ต่อปี ปลูกหญ้าหวาน รายได้เพิ่ม ก่อนเข้าถึงเนื้อหา ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า อำเภอสะเมิง เป็นพื้นที่ภูเขาสูง ฉะนั้น จะมีพื้นที่ราบสำหรับทำนาน้อย จะได้ข้าวประมาณ 100 ถัง ขายได้เงินประมาณ 10,000 บาท เมื่อปี 2557 สถาบัน IQS เข้ามาส่งเสริมการผลิตหญ้าหวาน จึงตัดสินใจทดลองปลูก จำนวน 1 ไร่ จนถึงปัจจุบันเปรียบเทียบแล้วมีรายได้มากกว่าการปลูกข้าวถึง 7 เท่า ต่อปี หญ้าหวาน นั้น หลังจากปลูกได้ 30 ถึง 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยทยอยเก็บทุกวัน ส่วนหญ้าหวานสด 10 กิโลกรัม เมื่อตากแห้งในโรงเรือนหลังคาพลาสติก หากแดดจัด ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จะเหลือน้ำหนักแห้ง ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม คุณภาพของหญ้าหวานจะแตกต่างกัน ในแต่ละฤดูกาลคือ หน้าร้อนและหน้าฝนใบจะบางต้นสูง แต่หน้าหนาวใบจะหนาต้นจะเตี้ย หญ้าหวานถือเป็นพืชทนแล้ง จากช่วงแล้งที่ผ่านมาไม่มีน้ำรดระยะเวลาเป็นเดือนก็ไม่ได้รับผลกระทบ สามารถปลูกเป็นพืชทางเลือกทดแทนข้าวที่มีปัญหาด้านราคาอยู่ในขณะนี้ และเป็นพืชทนแล้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำได้อีกด้วย คุณละออง ศรีวรรณะ เกษตรกรบ้านอมลอง บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่
ไฮฟ์สเตอร์ hivesters เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาไทย รายได้คืนสู่สังคม 2 สาวทายาทธุรกิจ “รุ้งทองทัวร์” ไอเดียดีสร้างกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว มาพบกับ “โลเคิล ฮีโร” และ “โลเคิล โลเคชั่น” หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละท้องถิ่น ทั้งอาหาร งานหัตถกรรม งานฝีมือ งานศิลปะ ผ่านรูปแบบกิจกรรม ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ตรงกับคนท้องถิ่น เป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหายไปและกระจายรายได้ให้กับคนในชุมชน โดยมีจุดยืนทำเพื่อสังคม คุณอชิรญา และคุณชญานิศ ธรรมปริพัตรา สองสาวคนเก่ง จากการจัดประกวดโครงการ Booking Booster 2018 ในการนำเสนอแผนธุรกิจของสตาร์ตอัพและกิจการเพื่อสังคมจากผู้ประกอบการทั่วโลก เพื่อชิงเงินทุนรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านยูโรในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า “ไฮฟ์สเตอร์” (HiveSters) สตาร์ตอัพที่ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวระดับชุมชนของประเทศไทย ได้รับการคัดเลือกติด 1 ใน 10 อันดับของบริษัทสตาร์ตอัพจาก 100 ผู้ประกอบการทั่วโลก จะได้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นระยะเวลา 3 สั
ติดอันดับแหล่งปลูกกาแฟดีมีคุณภาพที่จังหวัดเชียงใหม่ แถมได้เครื่องหมายทะเบียน GI (Geographical Indication) หรือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สำหรับกาแฟไทย แบรนด์ “เทพเสด็จ” ผลผลิตกาแฟจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟสดแม่ตอน ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด ที่ได้รวมตัวกันสร้างแบรนด์กาแฟไทย มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เลียนแบบไม่ได้ทั้งกลิ่นและรสชาติ คุณสุวรรณ เทโวขัติ หรือคุณโขง คุณสุวรรณ เทโวขัติ หรือ คุณโขง ประธานกลุ่มวิสาหกิจกาแฟสดเทพเสด็จ วัย 41 ปี เล่าว่า ชื่อกาแฟเทพเสด็จ มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยม โครงการหลวงป่าเมี่ยงในปี พ.ศ. 2534 ทั้ง 2 พระองค์เสด็จฯ มาถึง 2 ครั้ง จึงขอพระราชทานนามชื่อตำบลเทพเสด็จ เลยเป็นที่มาของชื่อกาแฟเทพเสด็จ ปลูกในตำบลเทพเสด็จ สำหรับกาแฟเทพเสด็จ เป็นกาแฟอาราบิก้า สายพันธุ์ “คาติมอร์” (CatiMor) ค่อนข้างทนทานต่อโรค ปลูกอยู่บนพื้นที่สูง 1,100 – 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศเย็นทั้งปี เฉลี่ย 10 – 28 องศาเซลเซียส ปลอดภัยไร้สารพิษ ปลูกในป่า มีดอกไม้ป่า หรือเรียกว่า “ดอกก่อ” มีสีเหลือง ประกอบกับในพื้นที่มีผึ้งโก๋น หรือผึ้งโพรง เวลาผึ้งโพรงไปตอมเกส
คนไทยนอกจากจะยิ้มเก่งแล้ว ยังจิตใจดีไม่แพ้ชาติใดในโลก ดั่งเช่นบรรดาเจ้าของร้านอาหารใจบุญ ที่เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ได้นำมาเสนอ ซึ่งคนท้องมากินฟรีเลย “ร้านรับทรัพย์ข้าวมันไก่” จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่ใกล้ๆ โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล ริมถนนพิมพสุต เขตเทศบาลนครขอนแก่น เมนูมี ข้าวมันไก่ ไก่กรอบ ไก่แซ่บ ไก่สไปซี่ (spicy chicken) ไก่มะนาว ขายในราคาจานละ 35 – 40 บาท เจ้าของร้านชื่อ คุณเพ็ญนิภา นกยูง อายุ 44 ปี คุณเพ็ญนิภา เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ขายข้าวมันไก่มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นรถเข็น กิจการดีขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งซื้อตึกพาณิชย์ 1 คูหา เพื่อเปิดร้าน จุดเด่น คือ คิดสูตรเอง มีเมนูที่หลากหลาย อาทิ ไก่แซ่บ คือ ไก่กรอบนำไปยำ ไก่สไปซี่ คือ ไก่ที่ใส่ผงปรุงรสลาบ ไก่มะนาว คือ นำไก่ต้มมายำ ปกติวันธรรมดาทางร้านจะใช้ไก่วันละ 50 ตัว หากขายไม่ค่อยดีราว 30 ตัว ใช้ข้าวประมาณ 30 – 40 กิโลกรัม หญิงสาว บอกต่อว่า เมื่อปี 2546 เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เกิดความรู้สึกว่า อยากช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เลยจัดโปรโมชั่นให้คนท้องกินฟรี หากทานที่ร้านจะไม่จำกัดจำนวน จะทานกี่จาน กี่รอบก็ได้ แต่หากจะห่อไปทา
แม้จะเป็นสาขาที่เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียงเกือบๆ 3 เดือน แต่ปรากฏกระแสการตอบรับดีเกินคาด สำหรับร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน นอกสถานีบริการน้ำมันพีทีทีสเตชั่น สาขานี้ติด BTS เอกมัย สร้างยอดขายทะลุเป้าวันละ 350 แก้ว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ เจ้าของชื่อ คุณไช้ หรือ คุณชาติชาย แสงทอง วัย 58 ปี ทำธุรกิจหลัก คือ ขายยางรถยนต์ แต่เชื่อมั่นในแบรนด์คาเฟ่อเมซอน ยอมทุ่มเงิน 5 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่อาคารพาณิชย์ 1 คูหา ให้กลายเป็นร้านกาแฟบรรยากาศดี มีสวนน่านั่ง อยู่ติดริมถนนใหญ่ย่านใจกลางเมือง คุณไช้ หรือ คุณชาติชาย แสงทอง เจ้าของร้านคาเฟ่อเมซอน คุณไช้ ปัจจุบันเป็นดีลเลอร์จำหน่ายยางรถยนต์ แต่เมื่อปี 2560 เขามีความคิดอยากเปิดร้านกาแฟ เพราะชอบดื่มกาแฟ ที่สำคัญมั่นใจในศักยภาพของแบรนด์อเมซอน เมื่อหาทำเลได้ ติดต่อไปยัง บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR (พีทีทีโออาร์) รอคิวนาน 7 เดือน “บ้านผมอยู่แถวเอกมัย เห็นว่าอาคารพาณิชย์ที่ติดกับ BTS เอกมัย และติดกับศูนย์รถยนต์ฮอนด้าว่าง เลยขอเช่าเพื่อเปิดร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน เพราะเป็นแบรนด์ร้านกาแฟมีศักยภาพสูง มีภาพลักษณ์ชัดเจน เข้าใจความต้องการของคนไทย
ปัจจุบันมีคนไทยหัวดี นำ “ยางพารา” มาเพิ่มมูลค่าเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่หลากหลาย ส่งขายไปทั่วโลก เฉกเช่น “อรกานต์ สายะตานันท์” หรือ คุณกานต์ หญิงสาววัย 29 ปี ดีกรี ปริญญาโท ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากประเทศอิตาลี ใส่ความคิดสร้างสรรค์ในน้ำยางพารา กลายเป็นของใช้ใกล้ตัว ส่วนฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นที่ยอมรับทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถูกใจสาวก “อีโค โปรดักต์” คุณกานต์ เล่าว่า หลังจบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำงานเป็นครีเอทีฟโฆษณา 2 ปี ก่อนบินลัดฟ้าไปเรียนต่อ ป.โท ที่เมืองมิลาน ระหว่างเรียนปริญญาโท เกิดไอเดีย ทำ “จุกน้ำ” ปิดขวดในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นทั้งจุกปิดขวดสุญญากาศ กรวยกรอกน้ำ และปากขวดที่ช่วยให้เทน้ำออกจากขวดง่ายขึ้น ช่วยให้ขวดแก้วสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ สำหรับที่มาของไอเดีย “จุกน้ำ” คุณกานต์ เล่าว่า จากการสังเกตเมืองที่อาศัยอยู่ มีขวดไวน์เหลือทิ้งจำนวนมาก จึงมองหาโอกาสสร้างรายได้ และตั้งใจอยากเพิ่มมูลค่าน้ำยางพาราของไทย เพราะไทยส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก เลยเป็นที่มาของแบรนด์ PARA (พาร่า) ผลิตภัณฑ์จากยางพาราเติม
กลุ่มแม่บ้านจังหวัด จ.บึงกาฬ รวมตัวสร้างรายได้ทอผ้ามัดหมี่ จุดขายใช้สีมงคลจากธรรมชาติ เเละรูปแบบที่หลากหลาย อาชีพเสริมหลังว่างจากกรีดยางพารา ขายหลากหลายช่องทาง โกยรายได้เดือนละ 3 แสน อย่างที่ทราบกันดี จ.บึงกาฬ เป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรทำอาชีพสวนยางพารา จำนวนมาก และช่วงราคายางไม่ดี เกษตรกรจึงต้องพยายามหาอาชีพเสริม เพื่อให้ประคองครอบครัวต่อไปได้ โดยไม่ทิ้งสวนยาง ด้วย กลุ่มแม่บ้าน ทำผ้ามัดหมี่ ที่อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ เป็นอีกกลุ่มที่มีการรวมตัวกัน สร้างงาน ผ้ามัดหมี่ ออกจำหน่าย โดยมี คุณแถม อิ่มทรัพย์ วัย 56 ปี เป็นประธานกลุ่ม คุณแถม เล่าว่า เริ่มต้นทำมา 4 ปีแล้ว โดยแบ่งหน้าที่กัน ทั้งปั่นด้าย ทอผ้า และย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งผ้ามัดหมี่ของกลุ่มนี้ ก็มีจุดขาย ตรงสีธรรมชาติ นี่เอง สีธรรมชาติที่ว่าได้แก่ สีจากเปลือกมะขาม โดยเชื่อว่าเพื่อให้คนเกรงขาม / สีจากไม้ขนุน ให้คนหนุนนำ / สีจากฝักคูน ให้ข้ามคูณมั่งมี / สีจากใบยอ ให้ผู้คนยอยก เป็นต้น งานที่ทำออกมามีทั้ง ผ้าพันคอ กระเป๋า ซิ่น ผ้าถุง เสื้อ คุณแถม ว่า เกษตรกรที่มาเข้าร่วมคือมีอาชีพกรีดยางเป็นหลัก และทำงานนี้เป็นอาชีพเสริมมีรายได้เสริมตกเดือ
นับเป็นเวลากว่า 5 ปีที่ “เลิศ ถาวรว่องวงศ์” เจเนอเรชั่น 4 ของตระกูลถาวรว่องวงศ์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในตระกูลเก่าแก่ของจังหวัดภูเก็ตที่ดำเนินกิจการมากมายมายาวนาน ทั้งโรงแรม 3 แห่ง ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ได้แก่ โรงแรมถาวร อ.เมืองภูเก็ต โรงแรมฟูลเซอร์วิสแห่งแรกของภูเก็ต โรงแรมถาวร บีช วิลเลจ รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต บริเวณหาดนาคาเลย์ ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต และโรงแรมถาวร ปาล์ม บีช รีสอร์ท บริเวณหาดกะรน อ.เมืองภูเก็ต รวมถึงอสังหาริมทรัพย์กลางใจเมืองภูเก็ต คานซ่อมเรือ และเป็นแลนด์ลอร์ดเจ้าของที่ดินหลายพันไร่ในจังหวัดภูเก็ตและพังงา มูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 7,750 ล้านบาท ได้เข้ามารุกปรับโฉมธุรกิจเครือถาวร โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อย่างจริงจัง หลังจากปี 2540 บริษัทประสบภาวะการเงินอย่างต่อเนื่อง ด้วยดีกรีปริญญาตรีคณะ School of Hotel Administration มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา สายตรงด้านการบริหารโรงแรม ทำให้ระยะเวลาเพียง 5 ปี รายได้รวมของ 2 โรงแรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2561 คาดว่าจะสามารถทำรายได้ถึง 525 ล้านบาท ขณะที่ปี 2557-2560 รายได้อยู่ที่ 290, 380, 450 และ 515 ล้านบาทตามลำดับ จนกระทั่งปี 2559 เครือถา
เกษตรกรเมืองตรัง แปรรูปถั่วดาวอินคา เป็นสบู่ โลชั่น และชา ส่งออกขายในหลายพื้นที่ สรรพคุณลดสิว ฝ้า ความดันเลือด เบาหวาน และเหน็บชา นายมณี เพ่งพิศ เกษตรกร จ.ตรัง เปิดเผยว่า ตนและภรรยา ได้ใช้ภูมิปัญญาจากตำราหมอชาวบ้านที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ นำ ถั่วดาวอินคา ซึ่งเป็นพืชไม้เลื้อยมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น สบู่ โลชั่น และใบชาถั่วดาวอินคา ส่งออกขายในหลายพื้นที่ รายได้ดี โดยตนทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับถั่วดาวอินคา มานานกว่า 5 ปีแล้ว โดยนำมาแปรรูปเป็นสบู่ ซึ่งมี 3 สูตรด้วยกัน สูตรที่ 1 ตัวขัดผิว สูตรที 2 เป็นสบู่ 6 เหลี่ยม เป็นตัวบำรุงหน้า ช่วยแก้สิว ฝ้า และตัวที่ 3 สูตรน้ำผึ้งผสมกับขมิ้นชัน อีกผลิตภัณฑ์คือ การแปรรูปเป็นโลชั่นกันแดด โดยจะใช้ทุกส่วนของถั่วดาวอินคา ไม่ว่าจะเป็น ใบ เมล็ด ฯลฯ ปัจจุบัน มีส่งขายตามจังหวัดต่างๆ หลายจังหวัด เช่น ลพบุรี กรุงเทพฯ เขตปริมณฑล และภาคอีสาน ส่วนภาคใต้ก็จะมี จ.นครศรีธรรมราช จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ จ.สงขลา จ.ปัตตานี เป็นต้น นอกจากผลิตภัณฑ์สำหรับการอุปโภคแล้ว ถั่วดาวอินคา ยังสามารถนำมาสกัดทำเป็นชาถั่วดาวอินคาได้อีกด้วย เนื่องจากมีการวิจัยและค้นพบว่ามีสรรพคุณช่วยลดความดั
เป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมความงามและเครื่องสำอางที่ทำจาจากพืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพรนานาชนิด เช่นเดียวกันกับ ผลิตภัณฑ์ความงามคนไทย เเบรนด์มิสโคโค่ (Miss CoCo) โอท็อป 5 ดาวของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งใช้วัตถุดิบหลัก คือ หัวไชเท้า โตในครอบครัวแพทย์แผนไทย “คุณสราญจิต จนิษฐ” เจ้าของ ผลิตภัณฑ์ครีมออร์แกนิก แบรนด์มิสโคโค่ เล่าว่า หลังจากจบปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ศึกษาเพิ่มทางด้านแพทย์ทางเลือก เกี่ยวกับด้านสมุนไพรไทย สาเหตุที่มาทำธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เพราะมีความสนใจด้านสมุนไพรมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณตาเป็นแพทย์แผนไทย ประกอบกับตัวเองเป็นคนผิวแพ้ง่าย จึงคิดผลิตครีมใช้เองในครอบครัว โดยศึกษาวิธีการผลิต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 พร้อมทั้งได้เริ่มทำแจกจ่ายให้คนรู้จักใช้ และเริ่มขอมาตรฐานต่างๆ โดยสมุนไพรพอกหน้าที่ทำจากดินสอพองได้เข้าคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว ในปี 2555 ต่อมาได้ขยายตลาดจนเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่านการจดแจ้งเครื่องสำอางจากกระทรวงสาธารณสุข และได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จากกระทรวงอุตสาหกรรม ทั
