PR News
ไอร่า โชว์ผลงานปี 63 กำไรสุทธิพุ่ง จ่ายปันผล 0.013 บาทต่อหุ้น พร้อมเดินหน้าสู่ผู้นำธุรกิจ Non-Bank ครบวงจร ไอร่า แคปปิตอล (AIRA) ตอกย้ำการพลิกฟื้นการดำเนินงาน (การเทิร์นอะราวด์) จากที่ขาดทุน โชว์ผลงบปี 2563 มีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 105 ล้านบาท หลังบริหารต้นทุนทางการเงินและควบคุมการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมจ่ายปันผล 0.013 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ด้าน CEO AIRA Group “นลินี งามเศรษฐมาศ” ประกาศเดินหน้าสู่ผู้นำธุรกิจ Non-Bank ครบวงจร ภายใต้การให้บริการทางการเงินแบบ One stop service เต็มรูปแบบ ชูศักยภาพสภาพคล่องทางการเงิน และ Partnership ชั้นนำระดับโลก เสริมทัพความแข็งแกร่ง คุณนลินี งามเศรษฐมาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอร่า แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ AIRA เปิดเผย ถึงผลการดำเนินงานในปี 2563 สิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ว่าบริษัทมีรายได้รวมในงบการเงินเฉพาะกิจการเท่ากับ 170 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 105 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 132 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 27 ล้านบาท ถือเป็นการพลิกฟื้นการดำเนินงาน (เทิร์นอะราวด์) แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทั้
ได้ฉีดแน่! แอสตร้าเซนเนก้า เผย วัคซีนโควิด ตรวจสอบเสร็จ กลาง มี.ค. นี้ การขนส่งวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าซึ่งมาถึงประเทศไทยเมื่อวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ เป็นหนึ่งในวัคซีนชุดแรกในเอเชีย-แปซิฟิก ที่ลำเลียงมาก่อนกำหนดเดิมที่วางไว้ในไตรมาสที่ 2 ถึงแม้ขณะนี้วัคซีนจะได้เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว แต่การนำออกใช้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าผ่านกระบวนการยืนยันคุณภาพครบถ้วนทุกขั้นตอน วัคซีนแต่ละชุด ผ่านการทดสอบมาตรฐานคุณภาพต่างๆ กว่า 60 ครั้ง ตลอดเส้นทาง จากการผลิตถึงการฉีด นอกจากนั้น แอสตร้าเซนเนก้ายังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าคุณภาพของวัคซีน ได้มาตรฐานที่วางไว้ การดำเนินการอย่างเคร่งครัดนี้ มีไว้เพื่อตอกย้ำให้ทุกท่านที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามั่นใจว่า เป็นวัคซีนที่ได้มาตรฐานสูงสุดเช่นเดียวกับทุกผลิตภัณฑ์ของแอสตร้าเซนเนก้า ตามกำหนดการ วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าชุดนี้ จะผ่านขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพ ภายในสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคม ขณะนี้แอสตร้าเซนเนก้ากำลังทำงานร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้นำวัคซี
NIA เตรียมส่ง 66 สตาร์ตอัพ ร่วมแก้วิกฤตภาคเกษตรไทย พร้อมโชว์ 3 เทรนด์นวัตกรรม ทำแล้วรวย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ 2021 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เร่งส่งเสริมและผลักดันนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเกษตร ปั้นสตาร์ตอัพใน 6 สาขา จำนวนทั้งหมด 66 ราย ได้แก่ 1) การเกษตรดิจิทัล 2) เครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์ โดรนและระบบอัตโนมัติ 3) เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร 4) การจัดการฟาร์มรูปแบบใหม่ 5) การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและขนส่ง 6) บริการทางธุรกิจเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์แนวโน้มนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรที่มีโอกาสเติบโตปี 2021 เช่น แพลตฟอร์มการซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์ การทำฟาร์มในเขตเมือง และการสร้างบริการแบบเบ็ดเสร็จ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความท้าทายด้านการเกษตร ที่แม้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อ
FSMART ประกาศปันผลทั้งปี 0.60 บาท ผลตอบแทนสูง 8.4% ตั้งเป้าโตต่อเนื่อง คุณณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (FSMART) ผู้นำเครือข่ายช่องทางบริการอัตโนมัติและการเงินครบวงจร ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังของปี 2563 อีกหุ้นละ 0.30 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายจากกำไรสุทธิงวดผลดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม ถึง 31 ธันวาคม 2563 เมื่อรวมกับงวดครึ่งแรกของปีที่จ่ายไปแล้วหุ้นละ 0.30 บาท ส่งผลให้ปี 2563 บริษัทจ่ายเงินให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8.4% โดยล่าสุดราคาหุ้นของบริษัทซื้อขายที่ระดับ 7.10 บาทต่อหุ้น และถือว่าเป็นการจ่ายปันผลที่สูงกว่านโยบายที่กำหนดไว้ว่าจะจ่ายไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ โดยบริษัทจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 98% ของกำไรสุทธิ ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 21 เมษายน 2564 โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (Record Date) ในวันที่ 10 มีนาคม 2564 และกำหนดจ่ายปันผ
“ตบชวา กันกระแทก” เมื่อวัชพืช กลับกลายเป็นพืชเศรษฐกิจชุมชน ตบชวา หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ผักตบ” เป็นพืชที่อยู่คู่กับชุมชนริมน้ำมาช้านาน เพราะการขยายพันธุ์ที่ง่ายดายและรวดเร็ว เพียงน้ำท่วมวังครั้งเดียวผักตบก็กลายเป็นปัญหาระดับชาติ ทั้งประชาชนริมคลองและภาครัฐเอง มีความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะกำจัดหรือแม้แต่ควบคุมจำนวนผักตบชวา เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำเน่าเสีย น้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้อยู่อาศัยริมคลอง แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว เพราะ “ตบชวา” มีคุณสมบัติที่น่าสนใจ จนสามารถนำมาสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ชุมชนไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำกระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักสาน และอีกประโยชน์หนึ่งที่น่าจับตามองไม่น้อย นั่นก็คือ “ตบชวา กันกระแทก” นั่นคือการนำผักตบมาใช้แทนวัสดุุกันกระแทกอย่างพลาสติกหรือเม็ดโฟม เรียกได้ว่าพลิกโฉมจากผู้ร้ายมาเป็นอัศวินพิทักษ์สิ่งแวดล้อมกันเลยทีเดียว ด้วยความที่ตัวผักตบเอง มีโครงสร้างเป็นโคลสเซลล์เรียงต่อกันภายใน ลักษณะคล้ายฟองน้ำ เมื่อตากให้แห้ง จะฟู คงรูป และมีคุณสมบัติในการกันกระแทกได้ดี อีกทั้งยังย่อยสลายได้ใน 6 เดือน นั่นทำให้
“ศิริราช” ชวนคนไทยสั่งจองเหรียญที่ระลึก ร.9 ในพิธีเปิดอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช ถือโอกาสวันครบรอบ 133 ปี พระราชทานกำเนิดโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์แห่งแรกที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ในวันที่ 26 เมษายน 2564 เป็นฤกษ์ดีเปิดใช้ “อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา” อย่างเป็นทางการ ซึ่งอาคารหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นศูนย์การแพทย์ที่ทันสมัย มีเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง เพื่อให้ผู้ป่วยทุกระดับชั้นเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ และผลักดันบุคลากรทางการแพทย์สู่ความเป็นเลิศ ต่อยอดความรู้ทางการแพทย์มีอย่างไม่สิ้นสุด รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ย้อนถึงความเป็นมาของอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษาว่า เนื่องจากจำนวนผู้ที่มารับบริการรักษาที่รพ.ศิริราช เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยปีละ 5% โดยจากข้อมูลระบุว่า มีผู้ป่วยนอกเข้ารับการรักษาที่ศิริราชปีละ 3,500,000 ราย และผู้ป่วยในปีละ 84,000 ราย ซึ่งสวนทางกับระบบสาธารณูปโภคท
อพท. เปิดตัวโครงการ คิดถึงชุมชน ช่วยพิษโควิด-19 บูรณาการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย อพท. เปิดตัวโครงการ #คิดถึงชุมชน ผนึกพันธมิตรตลอดห่วงโซ่ซัพพลายเชนช่วยเหลือชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยว หลังพ้นโควิด-19 นำเสนอชุมชนท่องเที่ยวในช่องทางการขายผ่านบริษัทนำเที่ยวภายใต้สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 8 สมาคมท่องเที่ยว ทั้ง ททท. สสปน. และเคทีซี ร่วมสนับสนุนช่องทางการตลาดเป้าหมายกลุ่มลูกค้าคุณภาพ คาดเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท เผยเป็นโครงการนำร่องของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้ระบบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ระลอกใหม่ อพท. ได้รับมอบนโยบายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้หน่วยงานในความรับผิดชอบ เร่งพัฒนาโครงการที่จะเข้ามาเยียวยาให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้งบประมาณประจำปีที่ได้รับจัดสรร อพท. จึงได้เปิดตัวโครงการ #คิดถึงชุมชน เพื่อช่วยเหลือชุมชนท่องเที่ยว
Gojek ผนึกลาซาด้า เปิดร้านค้าส่งโปรสุดคุ้ม ร่วมแคมเปญยักษ์ Lazada 3.3 Big Bonus Brand Sale Gojek (โกเจ็ก) แพลตฟอร์มชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเสนอหลากหลายบริการแบบออนดีมานด์ จับมือ ลาซาด้า ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าสู่อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม เปิดร้านค้าอย่างเป็นทางการบน LazMall เพื่อจำหน่ายคูปองส่วนลด (E-Voucher) พร้อมยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าลาซาด้าและผู้ใช้บริการ Gojek ให้สะดวกสบาย และคุ้มค่ายิ่งกว่าที่เคยได้แล้ววันนี้ คุณเมธิณี โรจนปัญญากุล ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์พาร์ตเนอร์ชิพ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า “Gojek ยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เข้าร่วมเปิดร้านค้าอย่างเป็นทางการกับลาซาด้า โดยการจับมือครั้งนี้เพื่อยกระดับประสบการณ์ช็อปออนไลน์ และเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ความคุ้มค่าให้กับนักช็อปของลาซาด้าและผู้ใช้บริการของ Gojek โดยปัจจุบันบริการ GoFood (โกฟู้ด) จากแอพพลิเคชั่น Gojek ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ด้วยความสะดวกสบาย ความหลากหลายของอาหาร และบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การขยายช่องทางให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงส่วนลดโปรโมชั่นบริการของ Gojek ได้ง่าย
บอร์ด ธ.ก.ส. อนุมัติ เงินสนับสนุน 3 โครงการ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว คณะกรรมการ ธ.ก.ส. อนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2563/64 ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและกระตุ้นให้เกษตรกรดูแลรักษาข้าวให้มีคุณภาพดี ในอัตราไร่ละ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน วงเงินกว่า 28,000 ล้านบาท โดยทยอยโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง 25 ก.พ. – 30 เม.ย. 64 จำนวนกว่า 160,000 ราย จำนวนเงินกว่า 1,200 ล้านบาท และเห็นชอบขยายวงเงินเพิ่มเติมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 ซึ่งจะนำเสนอ ครม. พิจารณาก่อนดำเนินการ คุณกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ธ.ก.ส. ในการประชุมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ได้เห็นชอบตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเสนอโดยกระทรวงพาณิชย์ เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต
Chat Commerce เทรนด์มาแรง อนาคตของธุรกิจไทยในยุคออนไลน์ ปัจจุบัน โลกแห่งการค้าขายออนไลน์ในประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นจากอดีตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมา วิกฤตโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งผลักดันให้อีคอมเมิร์ซในเมืองไทยก้าวหน้าเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เห็นได้จากผลการสำรวจล่าสุดของ Digital 2021 Global Overview Report จาก We are social และ Hootsuite ที่เผยให้เห็นอัตราการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในไทยอันน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการซื้อของออนไลน์ (E-commerce Adoption) ของคนไทยที่มากถึง 83.6% อัตราการซื้อของออนไลน์ผ่านมือถือ (Mobile E-commerce Adoption) 74.2% ซึ่งนำหน้าหลายประเทศอย่าง จีน สิงคโปร์ เกาหลี และสูงกว่ามาตรฐานสากลที่มีอัตรา 76.8% และ 55.4% ตามลำดับ จากสถิติการเติบโตดังกล่าว ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเทรนด์ที่เข้ามามีบทบาทในการค้าขายออนไลน์ สร้างการเติบโตให้กับอีคอมเมิร์ซในไทยได้เป็นอย่างมาก นั่นก็คือ แชต คอมเมิร์ซ (Chat Commerce) โดยให้ความสำคัญกับการพูดคุยเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ นำไปสู่ประสบการณ์การซื้อของออนไลน์ที่สะดวก ง่าย และที่สำคัญ ‘สบายใจ’
