Exclusive
กำลังร้อนระอุอยู่โลกโซเชียล เพราะเรื่องราวดราม่า-แย่งชิงธุรกิจในครอบครัว เข้มข้นราวกับละครดัง หลังจากมีข้อกังขาว่าไอศกรีมเก่าแก่ ยี่ห้อ “ไผ่ทอง” นั้น มีใครเป็นเจ้าของกันแน่ ระหว่างเจ้าที่เขียนข้างถ้วยว่า “ไผ่ทอง ไอสครีม” หรือเจ้าที่เขียนข้างถ้วยว่า “ไผ่ทอง ไอศครีม” ทั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ฝ่าย “ไผ่ทอง ไอสครีม” ได้ออกมาแชร์ภาพ และข้อความภาพผ่าน Facebook ระบุให้ผู้บริโภคระวังแบรนด์ปลอมทำเลียนแบบ พร้อมระบุได้มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและเอาผิดฐานลอกเลียนแบบตราสินค้าแล้ว คุณบุญชัย ชัยผาติกุล อายุ 54 ปี เจ้าของกิจการ “ไผ่ทอง ไอศครีม” บุคคลที่ตกเป็นข่าว ซึ่งกำลังถูกมารดา ของตนเองฟ้องร้องกรณีดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ด้วยการย้อนประวัติความเป็นมาในครอบครัวของเขาว่า มีพี่น้องรวมทั้งหมด 8 คน ผู้ชาย 2 คน ผู้หญิง 6 คน ตัวเขาเป็นลูกคนที่ 6 และเป็นน้องชายคนเล็ก ซึ่งตามธรรมเนียมจีน พ่อแม่จะแบ่งสมบัติ พวกบ้าน ที่ดิน โรงงาน ให้กับลูกผู้ชาย ถ้าเป็นเงินทองจะแบ่งให้ลูกผู้หญิง กระทั่งเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน พ่อของเขา แบ่งมรดกให้ลูกชายทั้ง 2 คน โดยพ
ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์ คิดค้นหรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ โดยไม่คำนึงถึงชนิดของการสร้างสรรค์ หรือวิธีในการแสดงออก ทรัพย์สินทางปัญญา อาจแสดงออกในรูปแบบของสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สินค้าต่างๆ หรือในรูปของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น บริการแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ กรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม ในทางกฎหมาย ทรัพย์สินทางปัญญา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ลิขสิทธิ์ (Copyright) และ ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property) โดยในส่วนของ “ลิขสิทธิ์” นั้น เป็นผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ การใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างของงานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธ์นั้น ได้แก่ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียง แพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด สำหรับ “ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม” ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอีกประเภท
คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจหนึ่ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หลักของไทยและมีผู้ประกอบการ SMEs ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก และยังมีช่องทางในการเติบโตอีกมาก หากผู้ประกอบการ SMEs ไทยสามารถใช้ประโยชน์และก้าวทันโลกดิจิตอล และจากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป การปรับตัวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิตอล เพื่อตอบสนองพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในปัจจุบันเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ประกอบการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาเนื้อหาและช่องทางการตลาดที่เหมาะสม สสว. จึงได้ร่วมกับอีก 3 ภาคี คือ สภาที่ปรึกษาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “กลยุทธ์การก้าวสู่ยุคดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการ SMEs อาเซียนในสาขาท่องเที่ยว” เพื่อดึงดูดลูกค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ รวมทั้ง การทำเว็บไซต์ด้วยตนเอง ซึ่งรวมถึงการเข้าสู่ระบบ e-commerce ได้มากขึ้นอย่างเป็นระบบ ผอ.สสว. โดยการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ขึ้น
มะปี๊ด หรือ ส้มจี๊ด เป็นพืชรองที่ออกผลผลิตได้ทั้งปี แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกแค่เป็นพืชเสริมกินใช้ในบ้าน คนจันทบุรี นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรสแทนมะนาวในอาหารหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นต้มส้ม ต้มยำ ทำแกง น้ำพริก น้ำจิ้ม แต่กลับไม่นิยมปลูกกันเพื่อเป็นพืชทางการค้าเท่าใดนัก คุณนุ่ม-วรพชร วงษ์เจริญ อายุ 38 ปี จบการศึกษาปริญญาโท ด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เจ้าของแบรนด์ แรบบิทจันท์ ที่เคยเป็นมนุษย์ไอที ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์มา 14 ปี มีความสุขกับการทำงาน แต่สุดท้ายต้องลาออกจากงานเพราะอาการออฟฟิศซินโดรม เหตุนี้เอง จึงทำให้เธอได้คิดว่า “สุขภาพ” สำคัญที่สุด จึงหันมาเริ่มต้นการเป็นเจ้านายตัวเอง ผุดไอเดีย นำมะปี๊ดมาแปรรูปเป็นทั้งเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์อุปโภค มะปี๊ดที่เอามาทำ เป็นมะปี๊ดปลูกเอง เนื่องจากครอบครัวทำสวนเกษตรอินทรีย์ เป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด อ.เมือง จ.จันทบุรี มะปี๊ดของเธอจึงเป็นผลิตผลธรรมชาติ 100% ผลิตภัณฑ์แรกที่เธอเลือกนำมะปี๊ดมาแปรรูป คือ “น้ำมะปี๊ด” โดยวางขายเป็นเมนูเด่นประจำร้านกาแฟ ที่เป็นธุรกิจของครอบครัวอีกอย่างหนึ่ง น้ำมะปี๊ดของเธอ เป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้าเป็นอย่า
คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า นับเป็นครั้งแรกที่ตนได้มีโอกาสมาเยือนเกาะเต่า สถานที่ดำน้ำระดับโลก ซึ่งได้รับการโหวตจากทั่วโลกว่าสวยที่สุดมาตลอดทุกปี แต่ต้องยอมรับว่าแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ กำลังเผชิญกับปัญหา “ขยะล้น” เหมือนกับเมืองอื่นๆ ทั่วโลก ล่าสุดเท่าที่ทราบ เกาะเต่า มี “ขยะเดิม” ที่ค้างเก่าอยู่บนเกาะหลายพันตัน แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างช่วยกันแก้ไขปัญหา ด้วยการนำนวัตกรรมสายพานบีบอัดขยะที่คัดแยกให้ไม่มีอินทรีย์สาร คือ ไม่ปนเศษอาหาร แล้วนำมากองรวมบนพื้นที่ 4 ไร่ ก่อนนำขยะนั้น มาบีบอัดให้ไม่ชุ่มน้ำแล้วห่อด้วยเครื่องพันแผ่นพลาสติกใสหลายสิบชั้น เหมือนกับการห่อป้องกันกระเป๋าเดินทางที่สนามบิน ทำให้ขยะไม่มีน้ำหยดออกมา ไม่ส่งกลิ่น จากนั้นนำก้อนขยะอัดแท่งนี้บรรจุลง “Big Bag-บิ๊กแบ๊ก” ก่อนขนส่งออกจากเกาะ เพื่อนำไปกำจัดบนแผ่นดินต่อไป รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวต่อว่า หลังได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้นำชุมชนและตัวแทนผูู้ประกอบการ รู้สึก “ทึ่ง” กับการใส่ใจส
ผ้าปาเต๊ะ หรือ บาเต๊ะ นั้น เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อผ้าชนิดหนึ่ง ที่มีวิธีการทำโดยใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี หรือบางคนอาจรู้จักกันดีในชื่อ ผ้าบาติก แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ลวดลายของผ้า ถ้าผ้านั้นมีลวดลายที่สวยงาม ซับซ้อน ตั้งแต่สองลายขึ้นไปบนผ้าผืนเดียว จะนิยมเรียกผ้าชนิดนั้นว่า ผ้าปาเต๊ะ มากกว่าผ้าบาติก ปัจจุบัน ผ้าปาเต๊ะ หรือ บาติก ในประเทศไทยได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างมาก นิยมนุ่งกันในกลุ่มผู้หญิงภาคใต้ ไม่เฉพาะกลุ่มชาวมุสลิมเท่านั้น แต่นิยมใส่กันทุกจังหวัด ทุกศาสนา และยังสามารถดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้หลายรูปแบบ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าผันคอ ผ้าคลุมผม เสื้อ และอื่นๆ คุณดรุณี ภู่ทับทิม ประธานกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี ตำบลหินตก จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ก่อนจะมาทำผ้าปาเต๊ะขาย ส่วนใหญ่คนในกลุ่มมีอาชีพกรีดยาง ปลูกผัก ทำไร่ทำสวนกันมาก่อน เป็นพวกผู้หญิงในชุมชน ว่างงาน ไม่มีรายได้ ทางศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาสตรีและครอบครัว จ.สงขลา จึงเข้ามาสนับสนุน ให้ความรู้เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้า ตอนแรกเริ่มที่ได้ก่อตั้งกลุ่มทำผ้าปาเต๊ะเป็นอาชีพเสริม ทางกลุ่มได้มาช่วยคิดกันว่า ผ้าปาเต๊ะเป็นเอก
“อุปกรณ์บังพริกไม่ให้กระเด็นออกจากครก” เป็นผลงานเด่นของโครงการวิสาหกิจในโรงเรียน แห่งโรงเรียนปลาปากวิทยา อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม มีจุดเริ่มจากความคิดของนักเรียนชั้นม.1 สี่คน นำโดย จิรภัทร ไชยเสนา และ อภิชิต กอมสิน ซึ่งตั้งต้นเพื่อหวังตอบโจทย์ “สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์อะไรขึ้นมาก็ได้ ที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน” คุณสิทธิชัย ยางธิสาร ครูชำนาญการ โรงเรียนปลาปากวิทยา ในฐานะที่ปรึกษาโครงงานดังกล่าว เล่าให้ฟังเด็กๆ กลุ่มนี้ ต้องการแก้ปัญหา เวลาที่พวกเขาเข้าครัวช่วยคุณพ่อ-คุณแม่ ยามใดที่ได้รับมอบหมายให้รับหน้าที่ “มือตำ” เป็นต้องเกิดเหตุพริกกระเด็นเข้าตา ต้องทรมานปวดแสบปวดร้อนแทบทุกครั้งไป หลังจากตัดสินใจสร้างอุปกรณ์บังพริกไม่ให้กระเด็นเข้าตาแล้ว เจ้าของความคิดทั้งสี่ จึงพากันไปขอคำแนะนำจากคนเฒ่าคนแก่ เกี่ยวกับการทำ “งาข้อง” หรือฝาปิดข้องใส่ปลา เครื่องจักสานจากไม้ไผ่ ที่ชาวบ้านใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณ “อาจเพราะสามารถนำไปใช้ได้ผลจริง ผลงานชิ้นนี้จึงได้รับความสนใจชนิดไม่คาดคิดมาก่อน ล่าสุด กำลังติดต่อกับทางศูนย์โอท็อปในจังหวัดนครพนม เพื่อนำผลงานนี้ไปวางจำหน่าย” คุณครูสิทธิชัย บอกก่อ
ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวในฐานะซีอีโอโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร กล่าวว่า ตลอด 2 ปี ของการดำเนินโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร มีการพัฒนาอย่างเนื่อง นอกจากจะขยายแนวคิดเมืองนวัตกรรมอาหารสู่ภูมิภาคแล้ว ยังลงไปทำงานกับชุมชนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากด้วย ถือเป็นความท้าทายของการทำงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ นอกจากนี้ ยังพยายามให้ผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศน์นวัตกรรมอาหาร ซึ่งมีตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารทั้งรายเล็ก กลาง ใหญ่ และบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน สามารถที่จะได้รับประโยชน์จากเมืองนวัตกรรมอาหารได้ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ซีอีโอโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร ยอมรับว่า แม้การลงไปทำงานกับเกษตรกรและชุมชน จะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักของเมืองนวัตกรรมอาหารก็ตาม แต่คิดว่าในส่วนนี้เป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากที่ยังต้องมีการพัฒนา ยกระดับด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในปีนี้จึงเริ่มกิจกรรมที่ใช้เครื่องมือในการออกแบบ การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยแผนที่โอกาสกับกลุ่มเกษตรกร โดยเ
คุณธเนศร วนิศรกุล ทายาทรุ่น 3 ผู้สืบทอดกิจการดัง “มนต์นมสด” ที่เปิดให้บริการมากนานกว่า 40 ปี ปัจจุบัน เขาดูแลร้านที่จังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่งสาขา กล่าวว่า เมื่อราวห้าสิบปีที่แล้ว คนทานนม มักพูดว่าเป็นนมผสมกับน้ำ แต่สิ่งที่คุณปู่ คุณพ่อ ของเขาทำ คือ รับนมวัวจากแขกปาทาน มาชิมแล้วไม่เข้มข้นพอ เลยไปซื้อนมผงของนิวซีแลนด์ ผสมกลับลงไปในนมอีกครั้ง คือ แทนที่รับนมมาผสมน้ำแล้วขาย กลับผสมนมผงเข้าไปอีก การทำอย่างนี้ เพราะคุณปู่ผมบอกว่า การขายของกิน ถ้ากินเข้าไปแล้วไม่อร่อย อย่าไปขายเลยอายเขา ก่อนเล่าต่อ แม้ร้านมนต์นมสดยุคแรก จะอยู่ริมถนน แต่แก้วน้ำที่ใช้เป็นยี่ห้อของฝรั่งเศส ใบละ 35 บาท ซึ่งถือว่าแพงมาก หากเทียบกับกาแฟแก้วละ 3 บาท สำหรับเหตุผลที่เลือกใช้แก้วราคาแพงขนาดนั้น มาจากความกังวล หากล้างแล้ว ปากแก้วอาจกระเทาะแล้วบิ่น จนบาดปากลูกค้าหรือบาดมือคนล้างได้ “แม้เราจะขายของริมถนน แต่ไม่เคยใช้ใจแบบข้างถนน กลับมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมีเกียรติ นี่คือความคิดของคนขายอาหารริมทางในยุคนั้น”ทายาทมนต์นมสด ถ่ายทอดแนวคิดของบรรพบุรุษ คุณธเนศร เล่าให้ฟังต่อ เมื่อกว่าสิบปีก่อน เขาขน “ชื่อเสียง” ของม
กิจการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีเกี่ยวกับการผลิตยาและเครื่องสำอาง ภายใต้การริเริ่มของ คุณพงษ์ หาญอุตสาหะ ก่อร่างสร้างตัวจากร้านขายยาคูหาเล็กๆ ในย่านวังบูรพา จดทะเบียนเป็น บริษัท สหโอสถ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2491 ต่อมาได้ “สร้างผลิตภัณฑ์” ของตัวเอง เป็น เครื่องสำอางสูตรสมุนไพรจีน จากการคิดค้นของ นพ.เหล็ง ศรีจันทร์ เลยให้ชื่อเรียกขานว่า “ผงหอมศรีจันทร์” จากนั้นไม่นาน ทางคุณพงษ์ ผู้ก่อตั้ง ได้ขอซื้อทั้งสูตรและกิจการมาจาก นพ.เหล็ง ก่อนจะเปลี่ยนชื่อกิจการมาเป็น บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กระทั่งปัจจุบัน และด้วยคุณสมบัติที่โดนใจ ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา “ผงหอมศรีจันทร์” จึงเป็นเครื่องสำอางที่ผู้หญิงจำนวนมากให้ความไว้วางใจบอกต่อกันรุ่นสู่รุ่น แต่เมื่อมาถึงยุคที่อะไรๆ ก็ต้อง “ดูชิก ดูคูล” บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ หลายคนอาจรู้สึกเขินอาย หากต้องหยิบตลับเครื่องสำอางแบรนด์ไทย แพ็กเกจที่ไม่ค่อยทันสมัย ออกมาใช้ประหน้าประตาในที่สาธารณะ ในช่วงเวลานั้น ทายาทกิจการ “ผงหอมศรีจันทร์” รุ่นที่ 3 อย่าง คุณรวิศ หาญอุตสาหะ วิศวกรหนุ่มวัยเพียง 20 ปลายๆ ที่พ่วงดีกรี MBA จากสหรัฐอเมริกา จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำในธนาคารแห่งหนึ
