Uncategorized
ถือว่าเป็นงานที่รวมเอาสินค้าดีเด่นจากทุกสารทิศทั่วไทย มาอยู่ในงานเดียว กับ งานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ครั้งที่ 35 ภายใต้ชื่องาน “รวมสุดยอดสินค้าดี SMEs ทั่ว ถิ่น ไทย” เป็นการสร้างโอกาสให้กับ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยได้จำหน่ายสินค้าส่งตรงถึงผู้บริโภค โดยงานนี้ทาง สสว. ได้คัดสรรสินค้าคุณภาพดีจาก SMEs ทั่วประเทศกว่า 300 ร้านค้า ซึ่งผ่านการบ่มเพาะ พัฒนา ภายใต้โครงการต่างๆ ของ สสว. โดยงานจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 6 – 27 กันยายนนี้ ที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม เปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น. จะเปิดจนถึงเวลา 19.00 น. วันเสาร์ อาทิตย์ก็เปิด มาเที่ยว ช็อป ชิม กับสินค้าท้องถิ่นเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ แถมยังกระตุ้นเศรษฐกิจให้แข็งแรงอีกด้วย
ปลายเดือนนี้พบกับกิจกรรมดีๆ มีคุณภาพ มาบอกต่อกับงาน “SMEs Fest” งานเดียวที่คัดสรรสินค้าเอสเอ็มอี แสดงถึงอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด มาให้เลือกชิม และเลือกชม พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ได้ขนกันมามากกว่า 3,300 รายการ แถมราคาก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด ลองมาเดินเล่นกันได้ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 9 สาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14-17 และ 21-24 กันยายน 2560 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : CPNLife
เกษตรกรหนุ่มมาดเข้มวัย 31 ปี อยู่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี อดีตเคยเป็นพนักงานเช็กสต๊อกคลังสินค้า บริษัทเอกชน ผันตัวเป็นเกษตรกรปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ พืชเมืองหนาว จุดเด่น ผลเล็ก เนื้อแน่น รสชาติหวานกรอบ เม็ดน้อย ทานแล้วผิวดี วิตามินซีสูง คนรุ่นใหม่นิยมทานผลสด ปลูกบนพื้นที่ 600 ตารางเมตร ขายไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง รายได้ปีละ 360,000 บาท คุณปิยะ กิจประสงค์ เกษตรกรหนุ่ม เล่าว่า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ภาควิชากีฏวิทยา ทำงานประจำอยู่คลังสินค้า บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งราว 6 ปี กระทั่งเริ่มรู้สึกอยากทำกิจการส่วนตัว จึงลาออกพร้อมกับนำเงินเก็บสะสมมาสร้างโรงเรือนกางมุ้งปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ หรือ มะเชือเทศราชินี 3 โรงเรือน พื้นที่ทั้งสิ้นราว 600 ตารางเมตร ผสมปุ๋ยสูตรตัวเอง เก็บมะเขือเทศเชอร์รี่ผลสดขายสัปดาห์ละ 100 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100-150 บาท สำหรับมะเขือเทศเชอร์รี่ เป็นไม้เมืองหนาว มีหลายสายพันธุ์ แยกตามลักษณะของผลและสี เช่น สีเหลือง แดง ชมพู ม่วง น้ำตาล คนทั่วไปนิยมทานผลสด ซึ่งการปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ของไทย เริ่มจากภาคเหนือ เพราะมีอากาศเย็น ส่วนภาคกลางที่พบขณะนี้ มีที่
Yimsoo Cafe (ยิ้มสู้คาเฟ่) ร้านน่านั่งบรรยากาศสุดชิลล์ ตั้งอยู่ที่ซอยอรุณอมรินทร์39 จังหวัด กทม.เปิดให้บริการ 7.00 – 18.00 น. เสิร์ฟออร์แกนิคและอาหารอร่อย มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ไว้อวดลงโซเชียล พร้อมปลั๊กไฟและรหัสไวไฟให้ใช้งานไม่อั้น ก่อตั้งขึ้นโดยมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ สถานที่ดีๆ ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิ สากลเพื่อคนพิการ และผู้ก่อตั้งร้านกาแฟ “ยิ้มสู้คาเฟ่” เท้าความว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2538 – 2541 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ หลายธุรกิจล้มละลาย มีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก จึงได้เขียนหนังสือ ”สู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส” ซึ่งเป็นการรวบรวมหลักธรรมคำสอนของมิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์(ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ) และ ซิสเตอร์โรสมัวร์(แม่อธิการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ) หลักธรรมคำสอนของทั้ง 2 ท่าน ช่วยให้มีกำลังใจต่อสู้ชีวิตจนประสบผลสำเร็จ รวมถึงได้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่ศาสตราจารย์วิริยะได้รับโอกาสทางสังคม ยังมีผู้พิการอีกจำนวนมากที่ประสบความทุกข์ย
ได้รับฉายาว่า “มนุษย์ร้อยอาชีพ” เพราะหาเงินเลี้ยงชีพด้วยวิธีต่างๆ มาแล้วมากมาย สำหรับ “อนันต์ เดชอนันต์ชาติ” หรือคุณอนันต์ที่หลายคนรู้จักกันดีว่าผู้ชายคนนี้ คือ เจ้าของอาณาจักรโยโกะผลิตภัณฑ์ความงามส่งออก 80 ประเทศทั่วโลก โรงแรมโยโกะริเวอร์แคว รีสอร์ท โยโกะ อพาร์ตเมนต์ และห้างเจ๊หลี ซุปเปอร์สโตร์ สำหรับจุดเริ่มต้นธุรกิจทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของผู้ชายคนนี้ ในวัย 75 ปี เขาเติบโตมาจากครอบครัวชาวจีน เป็นบุตรชายคนที่ 2 เป็นพี่ชายคนโตต้องทำงานทุกอย่างตั้งแต่วัยเด็ก “ผมทำงานตั้งแต่อายุ 12 ขวบ อาชีพแรก คือ การขายของบนรถโดยสาร ต่อมาเป็นลูกจ้างขายปาท่องโก๋ เป็นเด็กเสิร์ฟร้านก๋วยเตี๋ยว ขายปลาหมึกปิ้ง ขายเฉาก๊วย ต้องทำงานทุกอย่างเพื่อให้มีรายได้ไม่ได้เรียนหนังสือ ชีวิตในวัยเด็กค้าขายเพียงอย่างเดียว” กระทั่งคุณอนันต์อายุ 15 ปี เขาบอกว่า ไปเป็นลูกจ้างร้านขายผ้าที่ตลาดสำเพ็ง ได้เรียนรู้งานจากเถ้าแก่ในหลายเรื่อง และพอจะมีเงินเก็บ เลยมาทดลองทำโรงงานพลาสติกของตัวเอง ด้วยเงินทุน 6,000 บาท นับจากนั้นมาได้ร่วมงานกับเจ้าของบริษัทศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ทำคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรขาย และเปิดโรงงานลูกอ
ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างพาเหรดกันขึ้นราคา ทำให้ค่าครองชีพทะยานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ทว่ายังมีร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสันขอสวนกระแสขายข้าวราดแกงบุฟเฟ่ต์ คอนเซ็ปต์ตักกินไม่อั้น อิ่มละ 40 บาท แถมมีขนมหวานเสิร์ฟด้วย เจ้าของร้านคือ คุณไพบูลย์ แจงอุไร ขอแหวกกฎการทำธุรกิจด้วยการขาย ที่ไม่หวังผลกำไรสูงสุด คุณไพบูลย์ แจงอุไร ปัจจุบันอายุ 60 ปี ใครๆ แถวริมบึงมักกะสัน ต่างเรียกขานว่า ป้าต้อย ก่อนจะมาเป็นแม่ค้าขวัญใจคนรายได้น้อย พื้นเพเกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2538 เข้ามาค้าขายขนมหลายอย่าง อาทิ ขนมครก ข้าวโพดคั่ว จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ตัดสินใจเปิดร้านขายข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ ด้วยเหตุผลอยากให้คนมีรายได้น้อยได้กินของดี จ่ายในราคาถูก ที่มาของข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 40 บาท ป้าต้อย บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เกิดจากน้องชายขับแท็กซี่พาไปดูข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ร้านหนึ่งแถวปทุมธานี ส่วนตัวรู้สึกว่ากับข้าวไม่หลากหลาย ใช้วัตถุดิบไม่ดี ยกตัวอย่าง ผัดกะเพรา ใส่พริกป่น ใส่ใบกะเพราเหี่ยวๆ ผัดผักก็ใช้ผักเก่าๆ ประกอบกับชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเปิดร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์บ้าง แต่ตั้งปณิธ
คมนาคมแจ้งสายรถเมล์ใหม่ชื่อยาก ระบุช่วงแรกจะเขียนชื่อเก่าและใหม่ควบคู่จนกว่าจะจำได้ วันที่ 4 สิงหาคม 2560 นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคมด้านการขนส่ง เปิดเผยถึงกรณีที่ สังคมออนไลน์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) มีการปฏิรูปเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทางใหม่ทั้งระบบเป็น 269 เส้นทาง รวมทั้งมีการเปลี่ยนชื่อเส้นทางใหม่ โดยมีการนำอักษรภาษาอังกฤษมาผสมกับตัวเลข หลังเพจ รถเมล์ไทย.คอม Rotmaethai.com ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูล ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทำให้จำยากและสับสนว่า เหตุผลที่ปรับเปลี่ยนใหม่เพื่อให้การดูแลและกำกับการเดินรถเมล์มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้ทำการจัดกลุ่มรถเมล์ใหม่ออกเป็น 4 กลุ่มตามสีของเส้นทาง จากเดิมที่มี 8 กลุ่ม ซึ่งแบ่งตามเขตการเดินรถทั้ง 8 เขต ทั้งนี้ เพื่อให้สะดวกกับการบริหารจัดการ สำหรับ 4 กลุ่มการเดินรถใหม่นั้นได้จัดแบ่งโดยใช้อักษรย่อตามสีในภาษาอังกฤษจำนวน 4 สี ดังนี้ 1.สายสีเขียว GREEN ใช้อักษรย่อตัว G ประกอบด้วยเขตการเดินรถที่ 1 และ 2 เดิม 2.สายสีแดง RED ใช้อักษรย่อตัว R ประกอบด้วยเขตการเดินรถที่ 3 และ 4 เดิม 3. สายสีเหลือง YELLOW ใช้อักษรย่อตัว G ประกอบด้วย
จากกรณีที่ สินค้าแบรนด์เนมหรู สองยี่ห้อ ได้แก่ supreme และ หลุยส์ วิตตอง จับมือกันออกสินค้าใหม่หลายรายการ ที่ปรากฎทั้งสองยี่ห้อในสินค้า ซึ่งนับแต่การเปิดตัวไปเมื่อราว 2 วันก่อนที่ประเทศไทย และหลายวันก่อนในต่างประเทศ ปรากฎว่า มีนักช็อปกระเป๋าหนักให้ความสนใจอย่างมาก และในบางประเทศถึงกับต่อคิวกันยาวเหยียด ในขณะที่ราคาก็สูงลิบลิ่ว ตามสไตล์สินค้าแบรนด์เนมชื่อดังก้องโลก สำหรับประเทศไทย หลังจากเปิดตัวไม่นาน ก็มีบรรดาสินค้าเลียนแบบ จากนักก๊อปปี้ ออกมาจำหน่าย บางคนโพสต์ขายบนเฟซบุ๊ก ซึ่งทางแอดมินเพจกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถึงกับเอามาโพสต์บนหน้าวอลล์ โดยมีผู้เข้าไปกดไลค์ และคอมเม้นต์จำนวนมาก หนึ่ง ในคอมเม้นต์ดังกล่าว ถามว่า ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ซึ่งทางเพจ ก็ตอบมาว่า “ตอนนี้ มีกำลังเจ้าหน้าที่ปราบปราม ร่วมกันทั้งพี่ๆ ทหาร ตำรวจ แต่สิ่งที่อยากได้ที่สุดคือความร่วมมือของทุกคน ซึ่งปัญหาการละเมิดบ้านเรามันเยอะ การปราบปรามต้องใช้ขั้นตอนและระยะเวลา” ในขณะที่บางคอมเม้นต์ก็กล่าวว่า ก็จับต้นตอให้ได้สิ ทางเพจกรมทรัพย์สินก็ตอบมาว่า แหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่นอกราชอาณาจักร &nb
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านขนมจีนยายฟัก มีนางลักษณ์ พิมพ์ปรุ(ยายฟัก) อายุ 86 ปี เป็นเจ้าของร้าน ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 28/3-4 ถนน เทศบาล 3 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นับว่าเป็น ขนมจีนชื่อดังประจำเมืองช้าง เข้มข้น เต็มคำ ผักมาเต็ม อร่อยสุดๆ ขายดีมานานกว่า 50 ปี บอกเลยมาสุรินทร์ต้องกินร้านนี้ โดยเฉพาะ น้ำยาไก่ ขายดีกว่าวันละ 3 หม้อยักษ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดเริ่มต้นเมื่อ 50 ปี ก่อนยายฟักจะตระเวนหาบขนมจีนขาย ขนมจีน 3 หัว 3 สลึง พอมีลูกค้าติดใจ เริ่มมาวางขายที่หน้าบ้าน เริ่มต้น เพียง 4-5 โต๊ะ จวบจนปัจจุบันมีกว่า 30 โต๊ะ ขายขนมจีน น้ำยา หลากหลาย อาทิ น้ำยาแกงไก่ น้ำยาปลาทู น้ำยากะทิ น้ำยาน้ำพริกหวาน และน้ำยาลาวในราคา จานละ 30 บาท พิเศษ 40 บาท ตีสี่ของทุกๆวัน คุณยายฟักจะนั่งรถสามล้อรับจ้าง ไปเลือกวัตถุดิบคุณภาพด้วยตัวเอง เพื่อทำน้ำยาขนมจีนที่ตลาดสดเทศบาลเมืองสุรินทร์ และจะเลือกเส้นขนมจีน สั่งตรงจาก จ.นครราชสีมา บ้านเกิด เพราะเส้น สด เหนียว นุ่ม นอกจากนี้ ยังมีการจัดชุดขนมจีน น้ำยาชนิดต่างๆ และของหวานใส่ถุง เพราะจากความนิยมบริโภคของลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาอุดหนุนอย่างไ
“ผักหวาน” ผักที่สามารถปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนู มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และถึงแม้จะใช้เวลาปลูกค่อนข้างนาน แต่เมื่อได้ผลผลิตแล้ว ก็นับว่าคุ้มค่ากับการรอคอยเลยทีเดียว คุณณัฐติกาญจน์ เจริญทรัพย์ หรือ น้ำผึ้ง หญิงสาวหน้าคมวัย 28 ปี เด็กเทคนิค จบ ปวส.จากวิทยาลัยเทคโนโลยีละโว้ จังหวัดลพบุรี เธอคือทายาทสวนผักหวานป่าเจริญทรัพย์ ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจปลูกผักขาย ต่อจากคุณแม่ จนทำให้ตระกูลนี้ ขึ้นแท่นเศรษฐีชาวสวน น้ำผึ้ง เล่าว่า คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก หลังเรียนจบสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ราว พ.ศ. 2550 มาช่วยแม่ปลูกผักหวานและพืชผักชนิดอื่น อาทิ ชะอม ถั่วพลู ข้าวโพด บนพื้นที่ 40 ไร่ ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี แต่ทว่าตอนขาย “ผักหวาน” ได้ราคาดีที่สุด เฉลี่ยกิโลกรัมละ 70 – 80 บาท ขณะที่ข้าวโพดขายได้เพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาท หนที่สุดเลยเลือกปลูกแต่เฉพาะผักหวานเท่านั้น คุณแม่ของน้ำผึ้ง ปลูกผักขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งได้ลูกสาวมาช่วยบริหาร ปัจจุบันเป็นทั้งเกษตรกรและแม่ค้าเต็มรูปแบบ กล่าวคือ ปลูกเอง ส่งขายเอง รับซื้อจากเกษตรรายอื่นมาขายต่อด้วยบวกกำไรกิโลกรัมละ 30 บาท “ดิฉันปลูกผักหวาน บนพื้นท
