Featured Inspiration SMEs

คุยกับ “ไบรท์ไร้ไขมัน” ครีเอเตอร์ TikTok สายเล่าเรื่อง กับเบื้องหลังการปั้นคลิปล้านวิว

หากพูดถึงครีเอเตอร์ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น หยิบเรื่องใกล้ตัวมาทำคอนเทนต์ได้อย่างน่าสนใจ และสะท้อนสังคม โดยการโรลเพลย์กับสถานการณ์จริงที่หลายคนเคยเจอ จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ “คลิปล้านวิว” 

วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนพูดคุยกับ ไบรท์-เอกรัตน์ คงสถิตย์ เจ้าของช่อง ไบรท์ไร้ไขมัน (brightekkarat) ที่เริ่มจากความฝันอยากเป็นพิธีกร สู่การเป็นครีเอทีฟเบื้องหลังรายการตลกชื่อดังระดับประเทศ และผันตัวเป็นครีเอเตอร์สายเล่าเรื่อง ผู้ติดตาม 1.6 ล้าน ที่มีผลงานไวรัลนับไม่ถ้วน 

จากฝันแรกของเด็กสายกิจกรรม

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความฝันแรกของไบรท์ไม่ใช่การเป็นคนเบื้องหลัง แต่เขาอยากเป็น “พิธีกร” ตั้งแต่สมัยเรียน เขาคือเด็กกิจกรรมตัวจริง ทั้งการเป็นพิธีกรกิจกรรมต่างๆ ประธานนักเรียน ไปจนถึงพิธีกรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งทุกบทบาทล้วนหล่อหลอมให้เขาคุ้นเคยกับการยืนหน้ากล้อง และสื่อสารกับผู้คน

กระทั่งได้มีโอกาสฝึกงานที่ A Time Media ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบงานด้านครีเอทีฟ เช่น การคิดมุก การเขียนบท และการเล่าเรื่อง จนเริ่มจับทางสายครีเอทีฟได้อย่างจริงจัง

หลังจากนั้น ไบรท์ได้รับโอกาสครั้งใหญ่ในการทำงานกับ Joker Family ซึ่งทำให้เขาได้เก็บเกี่ยววิชาและเรียนรู้ศาสตร์ตลกมากยิ่งขึ้น ทั้งการวางโครง ปู ชง และตบมุก 

“ต้องบอกว่าโจ๊กเกอร์แฟมิลี่ เขาคือระดับปรมาจารย์ แต่ละคนคือนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทย พอเราได้ไปทำงานเบื้องหลังให้เขา ถ้าเทียบกับทีมฟุตบอล มันเหมือนเราไปเปลี่ยนสตาฟให้นักเตะดังๆ”

พอทำงานไปเรื่อยๆ ทำให้ซึมซับเกี่ยวกับศาสตร์ของตลกมากขึ้น ทำให้รู้ว่าไม่ใช่แค่ตลกอย่างเดียวแล้วจบ 

“เราเลยต้องไปศึกษาพี่ๆ น้าๆ ลุงๆ ตลก ต้องย้อนไปดูคณะป๋าโน๊ต เชิญยิ้ม หนูคลองเตย ตอนนั้นผมดูเยอะมากครับ เพราะเราก็ต้องมีวิชา พอตามไปดูก็ทำให้รู้ว่านี่แหละศาสตร์ของตลกเป็นแบบนี้นะ”

เมื่อเข้าใจแก่นแท้ของคำว่า “ตลก” แล้ว ก็ต้องทำงานเขียนโครงเรื่อง คือสถานการณ์ ที่บอกว่าทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ต้นกลางจบเป็นแบบไหน ซึ่งไบรท์เล่าว่า เขาเป็นคนที่ชอบเล่นอะไรที่คนอื่นไม่ค่อยเล่น จะเป็นเหมือนการเพ้อฝัน ไม่ใช่เรื่องจริง แต่เอามาผสมผสานแล้วเข้ากันได้

แต่ทว่า แม้งานนี้จะเป็นเหมือนสิ่งที่เขาชื่นชอบ แต่ไบรท์ก็เลือกที่จะออกจากบ้านหลังนี้ เพื่อที่จะหาประสบการณ์ใหม่ โดยเริ่มจากการทำธุรกิจโกโก้กับเพื่อน ชื่อว่า “อีโก้ โกโก้เข้มข้น” พร้อมกับทำคอนเทนต์ให้กับแบรนด์ของตัวเอง

“ตอนนั้นเราคิดงานให้กับพี่ๆ โจ๊กเกอร์ เราเลยอยากลองคิดงานให้แบรนด์ตัวเองดูบ้าง เลยสร้างช่อง พยายามลงคลิปสร้างไวรัลต่างๆ นานา ลงไปประมาณ 80 คลิป แมสคลิปเดียว”

“จำได้เลยว่าเป็นคลิปที่เล่นล้อไวรัล เรื่องแสนล้านภพ แสนล้านชาติ ได้มาสามแสนวิว อาจจะไม่ได้ดังเลย แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเหมือนกัน”

จากเบื้องหลังมาอยู่หน้ากล้อง

“คนเริ่มหันเหเข้ามาดูติ๊กต็อกเยอะขึ้น เราเลยรู้สึกว่าอยากลองทำคอนเทนต์ให้มีสตอรี มีเรื่องราว ให้กับคนในติ๊กต็อกดูบ้าง”

ไบรท์เริ่มหยิบสิ่งที่ถนัดที่สุด คือ “การเขียนบทตลก” แต่เปลี่ยนจากการเขียนให้คนอื่นเล่น เป็นเล่นเอง เพราะด้วยตัวเขาเองที่มีคาแรกเตอร์กวนๆ บวกกับความไม่ได้เขินกล้อง ทำให้ค่อยๆ สร้างคอนเทนต์ สร้างตัวตนบนติ๊กต็อก

“แรกๆ เล่นกับแฟนครับ คลิปแรกยังเล่นลิปซิงค์เพลงอยู่เลย ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า เล่นอะไรก็ได้ให้คนรู้สึก อ๋อ!”

ต่อมากับคลิปล้านวิวแรก มาจากคอนเทนต์กางร่ม ที่นำ Reference มาจากคอนเทนต์ต่างชาติ คลิปนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้เขาตั้งมาตรฐานกับตัวเองทันทีว่า หลังจากนี้ต้องเริ่มใส่บท ใส่ตัวตน ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป จนเกิดเป็นช่อง “ไบรท์ไร้ไขมัน”

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมถึงชื่อ “ไบรท์ไร้ไขมัน” เขาเล่าให้ฟังว่า เกิดจากฉายาตอนมัธยม ที่สมัยก่อนจะเป็นคนที่ดูผอม หน้าตอบ เพื่อนเลยล้อกันว่าไม่มีไขมันเลย พอถึงตอนที่ทำช่อง เลยหยิบฉายานี้มาตั้งชื่อ

เปลี่ยนเรื่องใกล้ตัว ให้เข้าถึงใจคน

เสน่ห์ของไบรท์ไร้ไขมัน คือการหยิบสถานการณ์จริง มาเล่าในมุมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตในโรงเรียน พนักงานออฟฟิศ จักรวาลฟุตบอล หรือแม้แต่นำเรื่องราวของแต่ละจังหวัด มาทำเป็นจักรวาลต่างๆ 

“เราเริ่มทำเป็นเรื่องราว คือการวางบท วางไดอะล็อก วางตัวละคร เริ่มมีผู้คน มีสถานการณ์ จำได้ว่าเริ่มทำจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต”

หลังจากนั้น เขาเริ่มที่จะหยิบจับอะไรที่หักมุมมากขึ้น ทำให้คาดไม่ถึง อย่าง ชีวิตในโรงเรียน ที่จะมีงานกีฬาสี เขาก็จะนำเรื่องของประธานสีมาหยอกล้อ ทำให้กีฬาสีธรรมดา เป็นเหมือนการเมือง เช่น ประธานสีแอบเอาเงินไปกินหมูกระทะกันหรือเปล่า? กลายเป็นจุดที่ Relate คน เพราะเรามีการจิกกัดเล็กน้อย ทำให้คนอาจจะชอบกันตรงนี้

บางเรื่องก็นำสถานการณ์ที่ตัวเองเคยเจอมาเล่น อย่าง สถานการณ์บนรถตู้ ที่หากใครขึ้นรถตู้จะรู้ดีกว่า การที่จะตะโกนบอกคนขับให้จอดนั้นเป็นเรื่องที่แอบเขินอายเล็กน้อย กลัวว่าตะโกนแล้วคนอื่นจะมอง แต่ถ้าไม่บอกก็จะเลยป้ายเสียแล้ว

กลายเป็นว่า การนำสถานการณ์เหล่านี้มาทำคอนเทนต์ ทำให้รู้ว่าไม่ได้ Relate แค่เรา แต่กลับสะท้อนเหตุการณ์จริงให้กับใครหลายคน

ต่อมากับ “การบ้านพรีเมียร์ลีก” ที่เป็นการเล่าเรื่องฟุตบอล ที่เริ่มเอาทีมฟุตบอลมาเป็นตัวแทนของคน 

“เราคิดว่าคนที่เล่นล้อกีฬาในไทยมีค่อนข้างเยอะ แต่เราอยากเล่นอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น เลยเอาทีมฟุตบอลมาเจอสถานการณ์ต่างๆ เป็นตัวแทนของคนๆ หนึ่ง”

หลังจากนั้นเริ่มคิดอะไรที่มันเพ้อเจ้อมากขึ้น คือการเป็นตัวแทนของสิ่งนั้นๆ เลยมาเริ่ม “จักรวาลตระกูลจังหวัด”

“เวลาเราเล่นอะไรที่เป็นเกี่ยวกับถิ่นอาศัยนั้นๆ แล้วทุกคนในถิ่นอาศัยนั้นๆ คิดเหมือนที่เราคิด เดี๋ยวมันก็ Relate คนเอง แล้วคนก็จะมาคอมเมนต์เราเอง คิดแค่นี้เลย”

ไบรท์ใช้ทฤษฎี What If หรือการตั้งคำถามว่า “ถ้าสิ่งนั้นเป็นมนุษย์จะเป็นยังไง?” ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด หรือแม้แต่ผักในตลาด เขาเชื่อว่าส่วนที่ยากที่สุดไม่ใช่การถ่ายทำ แต่คือ “การเขียนบท” เพราะบทคือหัวใจหลัก ส่วนการแสดงสีหน้าและการเล่นใหญ่เป็นเพียงตัวเสริมที่ทำให้คนขำ

หัวใจของครีเอเตอร์

สำหรับไบรท์ เขามองว่าครีเอเตอร์ในยุคปัจจุบัน จุดเด่นสำคัญคือความเป็นตัวตน เพราะทุกคนจะมีความชอบอยู่ในตัว ถ้ายิ่งค้นหาตัวเองเจอได้เร็ว ศึกษาแนวทางก่อนการเป็นออนไลน์ ก็สามารถเป็นครีเอเตอร์ได้ทุกคน แต่ตลาดของครีเอเตอร์มีการแข่งขันสูง ฉะนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากๆ

Related Posts

วิศวะโยธาปั้นสตาร์ทอัพสายสุขภาพ แอปจองทำกายภาพบำบัดที่บ้าน แก้ปัญหาลูกหลานไม่มีเวลา ผู้สูงอายุไป รพ. ไม่ไหว
สุขภาพดี ไม่ได้มีแค่เข้ายิม “Longevity” ชีวิตดีได้ด้วยศาสตร์บำบัด ฮีลใจฉบับคนรุ่นใหม่ 
LINE MAN ลุย ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก กับกว่า 5 หมื่นร้าน อัดโปรเพิ่มสูงสุด 5,000 บาท คาดดันออเดอร์โต 2 เท่า