Exclusive Featured SMEs

จากคนเลี้ยงมดเกือบ 10 ปี ทุ่มเงินล้านเปิด “คาเฟ่มดสายพันธุ์หายาก” ธุรกิจแปลกที่ไม่เน้นกำไร แต่ต้องทำให้มดรอด

ถ้าพูดถึง “คาเฟ่สัตว์เลี้ยง” คุณนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก
คาเฟ่สุนัข คาเฟ่แมว หรือแม้แต่คาเฟ่สัตว์แปลกๆ อย่างคาเฟ่งู

แต่ถ้าคาเฟ่แห่งนั้นเป็น “คาเฟ่มด” ล่ะ

สัตว์ตัวเล็กๆ ที่เราอาจเคยเห็นเพียงเดินเรียงแถวอยู่ตามพื้นบ้าน กลับถูกนำมาเป็นหัวใจของคาเฟ่แห่งหนึ่งในประเทศไทย

เบื้องหลังคาเฟ่มดแห่งนี้ คือชายคนหนึ่งที่ใช้เวลากับมดมานานเกือบ 10 ปี จากสิ่งที่เริ่มต้นในฐานะ “งานอดิเรก” ค่อยๆ เติบโตเป็นความหลงใหล ก่อนจะเปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้เข้ามามองโลกใบเล็กๆ ที่เขาเฝ้าดูแลมาตลอด

ทว่า เมื่อสิ่งที่รักต้องกลายเป็นธุรกิจ โลกใบเล็กนั้นก็ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

เพราะมดทุกตัวในร้านไม่ได้เป็นเพียง “สัตว์จัดแสดง” หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องกิน ต้องดูแล และอาจตายลงได้ทุกเมื่อ

วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณกานต์ รมยาสัย เจ้าของ Ant Keeping Cafe คาเฟ่มดแห่งแรกในประเทศไทย

เครดิตภาพ : คนเลี้ยงมด : Ant Keeping Thailand

เส้นทางของ “คนเลี้ยงมด”

ก่อนจะมาเป็นเจ้าของ Ant Keeping Cafe คาเฟ่มดที่เปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปได้เรียนรู้โลกของมด เส้นทางธุรกิจของคุณกานต์กลับเริ่มต้นจากสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ “ร้านเกม”

“จริงๆ ผมอยากเลี้ยงมดมาตั้งแต่เด็กแล้ว” คุณกานต์กล่าว

พร้อมเล่าต่อว่า “ก่อนหน้านี้ผมเป็นเจ้าของร้านเกมตั้งแต่อายุ 14-15 ปี ทำมาจนอายุประมาณ 21 ปี ก่อนจะไปเรียนต่อที่อเมริกา ซึ่งเป็นช่วงที่ผมได้เริ่มเลี้ยงมดเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 9-10 ปีก่อน ตอนนั้นยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับมดมากนัก นึกว่ามีแค่มดดำ มดแดงตามบ้าน แต่พอไปอยู่ที่อเมริกา เราเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับมดมากขึ้น ก็เลยเพิ่งรู้ว่ามดบนโลกนี้มีหลากหลายชนิดมากๆ” 

ในช่วงที่อยู่สหรัฐอเมริกาได้เริ่มทำเพจ “คนเลี้ยงมด : Ant Keeping” เพื่อแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับมด เนื่องจากในเวลานั้นข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงมดยังหาอ่านได้ค่อนข้างยาก การทำเพจจึงเป็นทั้งช่องทางศึกษาหาความรู้และแบ่งปันสิ่งที่เขาค้นพบให้กับผู้ที่สนใจเหมือนกัน

“เมื่อก่อนคนก็เคยมองว่าผมเป็นคนบ้าเหมือนกัน เคยมีคนพูดว่า สัตว์เลี้ยงมีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมถึงมานั่งเลี้ยงมด แต่ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนยังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับมดมากนัก หลายคนอาจรู้จักแค่มดดำหรือมดแดงที่เห็นตามบ้าน ทั้งที่จริงๆ แล้วมดบนโลกมีอยู่หลากหลายชนิดมาก” 

เครดิตภาพ : คนเลี้ยงมด : Ant Keeping Thailand

จากร้านเกม สู่คาเฟ่มด

หลังกลับมาอยู่ประเทศไทย คุณกานต์เริ่มทำรังมดและอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงมดออกจำหน่าย แม้ในช่วงแรกจะยังไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจจริงจัง แต่ก็กลายเป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากงานอดิเรกที่เขารัก

“ตอนแรกมันไม่ได้เป็นธุรกิจที่จริงจังขนาดนั้นครับ เพราะคนเลี้ยงมดเป็นกลุ่มเฉพาะ ไม่เหมือนคนเลี้ยงหมาหรือแมวที่มีอุปกรณ์ให้เลือกมากมาย เราเองก็เลี้ยงมดอยู่แล้วและต้องมีรังสำหรับเลี้ยง เลยพัฒนารังขึ้นมาใช้เอง ก่อนจะนำไปขายให้คนที่เลี้ยงมดเหมือนกันครับ”

กระทั่งช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณกานต์ตัดสินใจปิดร้านเกมที่ดำเนินกิจการมานาน ก่อนเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวมาเป็น Ant Keeping Cafe ซึ่งเปิดให้บริการในเดือนเมษายน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้รู้จักมดหลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น

“จริงๆ เราไม่ได้คาดหวังว่าการเปิดร้านจะทำให้รวยหรือมีกำไรอะไรขนาดนั้น เพราะถึงจะเปิดร้านหรือไม่เปิดร้าน มดพวกนี้เราก็ยังเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงของเราอยู่ดี แต่เมื่อเปิดร้าน คนอื่นก็ได้เข้ามาดูมดด้วย เราเลยอยากให้คนได้เรียนรู้เกี่ยวกับมดมากขึ้น โดยไม่ได้เก็บค่าเข้าชมครับ”

สำหรับการสร้าง Ant Keeping Cafe คุณกานต์เปิดเผยว่าใช้งบลงทุนมากกว่าหนึ่งล้านบาท โดยยังไม่รวมค่ามด ภายในร้านมีทั้งของเก่าที่เกี่ยวข้องกับมด เช่น ภาพโบราณอายุประมาณ 300 ปี และหนังสือที่เขาระบุว่าเป็นเล่มแรกของโลกเกี่ยวกับมด ตลอดจนอุปกรณ์จัดแสดงอย่างท่อสำหรับให้มดเดิน ตู้กระจก และตู้อะคริลิก

ภายในร้านมีมดหายากหลายสายพันธุ์ที่คุณกานต์เลี้ยงสะสมไว้ก่อนเปิดคาเฟ่ โดยชั้นแรกมีมดตัดใบไม้ที่ขนใบไม้ผ่านท่อยาวประมาณ 20 เมตร เพื่อนำไปเพาะเลี้ยงเชื้อราภายในรัง รวมถึงมดขนาดใหญ่ที่เขาระบุว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ส่วนชั้นสองมีมดโถน้ำผึ้งที่เก็บสะสมน้ำหวานไว้ในท้อง และมดเก็บเมล็ดพืชที่เขาระบุว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากเปิดให้เข้าชมมดแล้ว ร้านยังเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับครอบครัว โดยลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นพ่อแม่ที่พาลูกมาเยี่ยมชม และบางครอบครัวก็ซื้อชุดเลี้ยงมดกลับไปให้ลูกได้ทดลองเลี้ยง ขณะที่ผู้ใหญ่บางส่วนก็เลี้ยงมดไว้ดูเพลินๆ เช่นเดียวกับการเลี้ยงปลาในตู้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือมดเป็นสัตว์สังคมที่มีกิจกรรมเกิดขึ้นภายในรังให้สังเกตมากมาย

เครดิตภาพ : คนเลี้ยงมด : Ant Keeping Thailand

Anter Community

เมื่อความสนใจในมดไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลี้ยงไว้ดูด้วยตัวเอง คุณกานต์ยังเปิดพื้นที่ให้คนที่สนใจเรื่องเดียวกันได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ ผ่านกลุ่ม Facebook “คนเลี้ยงมด Anter Community” ที่รวบรวมผู้คนซึ่งมีความสนใจในสัตว์ตัวเล็กชนิดนี้เอาไว้ด้วยกัน

กลุ่มดังกล่าวมีสมาชิกเกือบ 20,000 คน ณ ช่วงเวลาที่สัมภาษณ์  20,000 คน สะท้อนให้เห็นว่าการเลี้ยงมดไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรกของคนกลุ่มเล็กๆ อย่างที่หลายคนอาจคิด 

โดยคุณกานต์เล่าว่า ปัจจุบันมีคนหันมาเลี้ยงมดเป็นสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ผู้ที่เริ่มต้นด้วยมดสายพันธุ์ทั่วไปเพื่อสังเกตพฤติกรรม ไปจนถึงผู้เลี้ยงที่จริงจังกับการสะสมมดหลายรัง

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงมดแต่ละชนิดมีต้นทุนและความเสี่ยงแตกต่างกัน โดยเฉพาะมดที่มีราคาสูง ซึ่งอาจตายได้โดยไม่คาดคิด ทำให้คนที่เลี้ยงมดกลุ่มนี้อย่างจริงจังยังมีจำนวนไม่มากนัก

สำหรับคุณกานต์ เรื่องราวของมดจึงไม่ได้อยู่แค่ภายในรังที่เขาดูแล แต่ยังขยายไปสู่ผู้คนที่อยากเรียนรู้และแบ่งปันความสนใจเดียวกันด้วย

เครดิตภาพ : คนเลี้ยงมด : Ant Keeping Thailand

ธุรกิจที่ต้องรักษาชีวิต มากกว่ารักษายอดขาย

“ผมเคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีคาเฟ่มดหรือสถานที่จัดแสดงมดเยอะๆ มันอาจเป็นเพราะว่าทำไม่ได้หรือเปล่า แต่เราเป็นคนเลี้ยงมดอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะทำได้ แต่พอได้มาทำจริงๆ ถึงรู้ว่ามันมีปัญหาหลายอย่างครับ

อย่างแรกคือการทำให้มดที่จัดแสดงอยู่รอด เพราะก่อนหน้านี้เราเลี้ยงมดเป็นสัตว์เลี้ยง อาจให้อาหารหรือทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้งก็ได้ แต่พอเปิดร้าน คนที่เข้ามาก็คาดหวังว่าจะมีมดให้ดู เราก็ต้องดูแลเขาใกล้ชิดขึ้น ทำความสะอาดบ่อยขึ้น เพื่อให้มดอยู่รอดและอยู่ในสภาพที่ดี เพราะถ้ามดตายไปสักรัง การหารังใหม่ที่เป็นชนิดเดิมมาทดแทนก็ยากมาก มดบางชนิดต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเติบโตเป็นรังใหญ่ แถมบางชนิดก็มีราคาสูงครับ

ผมไม่รู้ว่าธุรกิจอื่นแตกต่างกันยังไง เพราะไม่เคยทำ แต่ผมรู้สึกว่าธุรกิจสัตว์เลี้ยงค่อนข้างกดดัน เพราะมันคือสิ่งมีชีวิต ไม่เหมือนสิ่งของที่เก็บไว้ในโกดังแล้วรอคนมาซื้อ เราต้องให้อาหารและดูแลเขาตลอดเวลา จนกว่าจะส่งต่อไปให้ผู้เลี้ยงคนใหม่ บางทีถ้าเราดูแลไม่ดีจนเขาตาย เราก็รู้สึกแย่ เพราะเขาเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกับเรา และอยู่ในการดูแลของเรา 

ถ้าเราดูแลเขาไม่ดีแล้วเขาตาย มันก็เป็นความผิดของเราครับ”

เครดิตภาพ : คนเลี้ยงมด : Ant Keeping Thailand

บทเรียนจากโลกใบเล็กๆ 

แม้ Ant Keeping Cafe จะเปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้โลกของมดมากขึ้น แต่สำหรับคุณกานต์ การเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นร้านที่มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมทุกวัน ก็ทำให้ความรับผิดชอบที่มีต่อมดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จากเดิมที่สามารถเลี้ยงมดและเฝ้าสังเกตพวกมันอย่างมีความสุขในพื้นที่ส่วนตัว วันนี้เขากลับต้องคอยกังวลทั้งเรื่องการดูแลมดให้อยู่ในสภาพที่ดี และพฤติกรรมของผู้เข้าชมที่อาจรบกวนสัตว์เลี้ยงของเขา โดยเฉพาะเมื่อมดแต่ละรังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาใช้เวลาหลายปีดูแลมา

“ถ้าผมย้อนกลับไปได้ ผมอาจจะไม่เปิดร้าน เพราะมันเป็นการเปลี่ยนผ่านจากสัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงส่วนตัว เรานั่งดูของเราคนเดียวอย่างมีความสุข แต่วันนี้เราทำร้านให้คนเข้ามาดู เราก็มีภาระมากกว่าเดิม เพราะต้องดูแลเขาให้ดีขึ้น ใกล้ชิดมากขึ้น แล้วเราก็ต้องมานั่งกังวลว่าเด็กจะมาตบตู้หรือมารบกวนมดเราไหม คนอื่นอาจไม่เข้าใจว่ามันคือสัตว์เลี้ยงของเรา เราเลี้ยงเขาเหมือนที่คนอื่นเลี้ยงหมาหรือแมวครับ”

แม้ปัจจุบันร้านจะมีพนักงาน 2 คน แต่การดูแลมดยังคงเป็นหน้าที่ที่คุณกานต์ต้องลงมือด้วยตัวเองเป็นหลัก เพราะการเลี้ยงมดต้องอาศัยความเข้าใจและการสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นภายในรัง ซึ่งเขามองว่าคนอื่นอาจยังไม่สามารถสังเกตเห็นได้เท่ากับคนที่เลี้ยงพวกมันมาเป็นเวลานาน

ด้วยเหตุนี้ คุณกานต์จึงยังไม่ได้วางเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการให้คาเฟ่เติบโตไปในทิศทางใด เพราะก่อนจะคิดถึงการมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น เขายังต้องหาวิธีจัดการปัญหาต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่ามดทุกตัวจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

“การที่คนมาเยอะๆ มันก็ดีแหละ แต่ถ้าเด็กมาวิ่งเยอะ แล้วพ่อแม่ไม่ดูแล มาตบตู้ มาดึงนู่นนี่นั่น เราก็รู้สึกว่าควรแก้ปัญหานี้ให้ได้ก่อน ตอนนี้ก็เลยยังไม่คิดถึงอนาคตเท่าไร เพราะเป็นกังวลมากกว่า 

เรากลัวมดเราตาย เพราะถ้าเขาตาย ต่อให้คนมาเยอะ ร้านมันก็คงจะเจ๊งไปแค่นั้น”

สำหรับใครที่สนใจอยากแวะมาเยี่ยมชมโลกของมด สามารถเดินทางมาได้ที่ร้าน คนเลี้ยงมด Ant Keeping Cafe บริเวณด้านหลังมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซอยเพิ่มสิน แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

เวลาเปิด-ปิด วันพุธ–วันจันทร์ เวลา 10.00–19.00 น. (หยุดทุกวันอังคาร)

ผู้เขียน : ธนดล มีชัยมาตร์

Related Posts

รวมร้านอาหาร-คาเฟ่ โชว์เคสวัตถุดิบท้องถิ่น เสิร์ฟบนจานมิชลิน ของหวาน และเครื่องดื่มสไตล์ใหม่